[SF RL] Untitled

posted on 02 Nov 2009 18:28 by rupingfic  in SF
Short Fiction  ::  Untitled
Main  ::  Reborn x Lambo
Part   ::  One
BGM  ::  รักได้รักไปแล้ว - โฟร์มด
Author  ::  YuuYuu
Date  ::  2009.11.02



***********************************

“แกมันหมาขี้แพ้”
ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำยืนตระหง่าน  ชายหนุ่มกระหยิ่มยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยก่อนจะเล็งปืนออกมาตรงหน้า  ใบหน้านั้นเรียบเฉยไม่มีอาการแสดงท่าทีว่าลังเลแม้แต่น้อยเหมือนจะไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนที่โดนลูกกระสุนที่อยู่ในกระบอกปืนจะเป็นเช่นไร 
“ไม่นะ...ไม่...”
เพียงอึดใจเดียวเท่านั้นก็มีเสียงปังดังขึ้น  และคนตรงหน้าที่ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเล็งปืนก็ล้มลง...ตายคาที่...ตายทั้งที่ดวงตายังเบิกกว้าง  พร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตาสีมรกต

“อ๊ากกกกกกกกกกกก” ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายพร้อมกับส่งเสียงร้องลั่นออกมาด้วยความกลัว  หายใจหอบตัวโยนจากฝันเมื่อครู่ก่อนจะปาดเหงื่อที่ไหลทั่วใบหน้าเรียว...  “ฝันงั้นหรือ?” เสยผมที่ชุ่มด้วยเหงื่อก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่  ดีใจที่มันเป็นเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น  หัวใจที่เต้นแรงค่อย ๆ กลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติ

แรมโบ้หวนคิดไปถึงฝันร้าย  ผู้ชายใส่สูทดำคนที่ยิงเขานั้นไม่ใช่ใครอื่นไกล  หากมันเป็นคนที่เขารัก...รักมานานเหลือเกิน  แต่กระนั้นกลับไม่ได้ความรักตอบแทนกลับมาเลย  ไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยวหัวใจ

ผู้ชายคนนั้น…ผู้ชายไร้หัวใจ...รีบอร์น...

ปัง ปัง ปัง
เสียงเคาะประตูที่ดังลั่นนั้นปลุกให้แรมโบ้ตื่นจากภวังค์ฝันร้าย  ร่างโปร่งหันไปมองเวลาซึ่งบอกว่ามันยังเช้ามากโขสำหรับแขกผู้มาเยือน  เขาพอจะตะหงิดใจเล็กน้อยนิดนึงสำหรับแขกกิตติมศักดิ์ซึ่งเป็นใครไม่ได้นอกจากคนที่เพิ่งจะอยู่ในฝันร้ายของเขาเมื่อครู่

“ถ้าแกไม่มาเปิดประตูภายในห้าวินาทีฉันฆ่าแกตายแน่ไอ้วัวโง่” เสียงขู่ฆ่าอันเรียบเฉยเป็นเหมือนเอกลักษณ์ของรีบอร์นไปเสียแล้ว

แรมโบ้รีบวิ่งไปเปิดประตูเมื่อแขกกำลังนับเลขถอยหลังถึงเลขสองแล้ว  ให้ตายเถอะ...ทำไมเขาต้องเชื่อฟังไอ้หมอนี่ด้วยนะ

“มีเรื่องอะไรแต่เช้า? ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของนายนะที่จะเปิดต้อนรับตลอดเวลา” แรมโบ้กล้าพอที่จะต่อล้อต่อเถียงกับนักฆ่าอันดับหนึ่งตรงหน้า  หากคำพูดประโยคนั้นก็ต้องกลับกลืนหายไปในลำคอเมื่อพบว่าสายตารีบอร์นเป็นเช่นไร

เยือกเย็น....เย็นชา...ไร้ซึ่งความอบอุ่นและอ่อนโยน
เป็นแววตาของรีบอร์นที่แรมโบ้มักจะได้รับเสมอมา

“หึ...วัวโง่ก็คือวัวโง่  ไม่มีวันที่จะฉลาดขึ้นมาได้เลยจริง ๆ” ร่างสูงเดินเข้ามาภายในตัวบ้านโดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของบ้าน...  “วองโกเล่มีงานจะให้แกทำ...” รีบอร์นโยนเอกสารไปให้

แรมโบ้รับเอกสารมาอ่านคร่าว ๆ  เนื้อหาภายในประมาณว่าให้แรมโบ้แปลงอาวุธให้กับเหล่าสมาชิกวองโกเล่  เมื่อเขาอ่านจนจบก็พบว่ารีบอร์นมายืนอยู่ชิดเขาแล้ว  เขารู้สึกตกใจไม่น้อยที่ใบหน้าของร่างสูงอยู่ใกล้เขามาก  มากจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นร้อนของคนที่แอบรัก 

“เอ้อ...ถอยห่างออกไปหน่อยก็ได้นะ” 

รีบอร์นกดยิ้มมุมปากอีกครั้ง  ร่างสูงหัวเราะภายในลำคอโดยที่แรมโบ้ไม่ทันได้สังเกต  นิ้วเรียวยาวเชยคางนุ่มของแรมโบ้ขึ้นมา  ดวงตาสีดำขลับจ้องเข้าไปที่ดวงตาสีมรกตที่กำลังสั่นไหวด้วยอารมณ์ที่หวั่นไหวระคนไม่เข้าใจกับการกระทำของรีบอร์น

“ฉันแค่จะบอกแกอีกเรื่องว่า....” ลมหายใจอุ่นร้อนก็กระชั้นชิดเข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนที่ริมฝีปากจะเคลื่อนไปยังใบหูของร่างโปร่งที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีเข้มจัด...  “สึนะนัดประชุมตอนสิบโมง  อย่าไปสาย...ไม่งั้นลูกกระสุนจะเข้าไปอยู่ในหัวแกแทนที่จะอยู่ในกระบอกปืนฉัน”
“ขะ...เข้าใจแล้ว...” แรมโบ้พยักหน้าหงึกหงักรับรู้  รู้สึกว่าใบหน้าและใบหูของเขาจะร้อน  ไออุ่นร้อนเมื่อครู่ยังคงไม่จางหาย

ร่างสูงของนักฆ่าอันดับหนึ่งส่งเสียงหึจากในลำคออีกครั้งก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ล่ำลาเหมือนทุกครั้ง  หากยังดีที่ยังไม่ลืมที่จะปิดประตูให้กับเจ้าของบ้านที่ยังคงยืนค้างอยู่


***********************************


นาฬิกาข้อมือของแรมโบ้บอกเวลาเก้าโมงครึ่งเมื่อเขาลงจากรถพอดิบพอดี  เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อมาเตรียมตัวก่อนถึงครึ่งชั่วโมงซึ่งก็ยังดีกว่ามาสายครึ่งชั่วโมง  ไม่อย่างนั้นหละก็...เจ้านักฆ่าได้ยิงเขาจริง ๆ ตามที่มันพูดนั่นแล

ร่างสูงโปร่งบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบจากการขับรถสักพัก  ก่อนจะเดินสบายอารมณ์เข้าไปยังคฤหาสน์วองโกเล่โดยที่ฮัมเพลงไปด้วย

“อ๊ะ...แปลกจังที่เห็นนายเช้าขนาดนี้” เสียงทุ้มนุ่มที่ตามด้วยเส้นผมสีทองและรอยยิ้มประจำตัวปรากฏขึ้น  รอยยิ้มนั้นช่างเหมือนกับแสงอาทิตย์ที่ค่อนข้างจ้าเหลือเกินสำหรับในความคิดของแรมโบ้
“ไม่แปลกเท่าไรหรอก  ก็วันนี้มีประชุมสิบโมงไม่ใช่หรือ?”
“แปลกจริง ๆ นะเว่ยเฮ้ย” ยังคงยิ้มเห็นฟันแท้สามสิบสองซี่เช่นเดิม
“ช่างเถอะ...นายเองก็มาเช้าเหมือนกัน” แรมโบ้เปลี่ยนเรื่องเมื่อคิดถึงเหตุผลในความแปลกครั้งนี้ไม่ออก

โคโลเนลโล่ยักคิ้วข้างเดียวเมื่อสงสัยกับคำถามของร่างโปร่งข้าง ๆ  ปกติเขาก็มาก่อนประชุมทุกครั้งซึ่งมันก็ไม่แปลกเสียหน่อย  แต่คนข้าง ๆ เขานี่สิแปลกที่มาก่อนประชุมได้  เพราะปกติแล้วเขาจะเห็นร่างโปร่งวิ่งแล่นเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกับผงกหัวขอโทษทุกครั้งไป

“อากาศยามเช้าดีออกนะเว่ยเฮ้ย...” ยิ้มให้ด้วยความจริงใจ...  “กาแฟสักถ้วยก่อนประชุมมั้ย?”
“ย่อมได้ถ้านายชงให้ฉันนะ”

กาแฟหอมกรุ่งถูกส่งตรงมาจากมือใหญ่  ร่างโปร่งรับมาถือไว้พร้อมบอกขอบคุณเสียงเบา  รสชาตินุ่มนวลลิ้นของกาแฟทำให้แรมโบ้รู้สึกดี  เขารู้สึกสดชื่นมากขึ้นเมื่อฤทธิ์ของกาแฟทำให้เขาตื่นขึ้นบ้าง  หลังจากที่ถูกปลุกด้วยฝันร้ายและแขกกิตติมศักดิ์ยามเช้า  พอนึกถึงใบหน้าเรียบเฉยของรีบอร์นแล้วเขาก็ชักจะหงุดหงิดใจอีกครั้งเมื่อจะประชุมอยู่แล้วหากก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ยัดลูกกระสุนใส่หัวเขา

“มองหารีบอร์นเหรอ?  รายนั้นเดี๋ยวก็มา...นัดไว้เรอะ?”
“ไม่ใช่หรอก  ฉันไม่ได้นัดเขาไว้” ส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกับจิบกาแฟตามไปจนหมดถ้วย
“เวลาที่มีคนพูดถึงรีบอร์น  หรือแม้แต่นายพูดถึงเจ้านั่นเองก็ตาม...ทำไมนายถึงเศร้านัก  นายรู้ตัวมั้ยว่าสีหน้าและแววตาของนายเศร้าแค่ไหน?”

แรมโบ้ไม่ได้ตอบอะไรหากทำแค่เพียงยิ้มเศร้าไปให้โคโลเนลโล่เท่านั้น  เขาบอกไม่ได้ว่าทำไม  แทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสีหน้าเขาเศร้าเพียงไหนเมื่อนึกถึงหรือพูดถึงนักฆ่าอันดับหนึ่ง  เขาแค่ปวดใจทุกครั้งเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของเขากับรีบอร์น

เพราะการที่ไม่ได้เป็นอะไรเลย  แรมโบ้จึงไม่รู้สึกถึงสถานะของเขา
เขาไม่รู้ว่าจะยืนที่ไหนดี

“ถ้าเป็นฉัน...ฉันจะไม่ทำให้นายเศร้า  ฉันจะทำให้นายยิ้มตลอดเวลา  และมีความสุขตลอดเวลาเช่นกัน”

ร่างโปร่งมองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่อึ้ง  เขารู้ถึงความหมายของประโยคเมื่อครู่ดี  และรู้มาตลอดว่าความรู้สึกของโคโลเนลโล่ที่มีให้เขาเป็นเช่นไร

หากมันก็เป็นไปไม่ได้
เขาไม่อาจทำให้โคโลเนลโล่เป็นเพียงตัวแทน

และแรมโบ้รู้ว่าเขาไม่อาจเลิกรักรีบอร์นได้

“ขอโทษที่มาขัดจังหวะ  แต่ฉันจะขอตัวไอ้วัวโง่สักพักได้มั้ย?” ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำยืนตระหง่านอยู่ข้างหลังโคโลเนลโล่
“ขอฉันไม่ได้หรอกเว่ยเฮ้ย  แกไปขอเจ้าตัวเค้าสิ” บุ้ยใบ้ไปทางแรมโบ้ที่ยืนเสมองไปทางอื่น  เขาลอบถอนหายใจไปเฮือกนึงก่อนจะตบไหล่เพื่อนรักพร้อมบอกขอตัว 

รีบอร์นมองร่างเพื่อนรักจนลับสายตาแล้วจึงเบนสายตามายังร่างตรงหน้าที่ยังคงเสมองไปทางอื่นเช่นเดิม  ท่าทางเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกขัดใจไม่น้อย  เขาชอบที่จะสบตากับดวงตาสีมรกตมากกว่าการที่ไม่ได้ได้รับความสนใจเช่นนี้

“ไอ้เจ้านั่นมันรักแก”

คำพูดของรีบอร์นทำให้แรมโบ้ที่หันมองทางอื่นอยู่ถึงกับหันมามองรีบอร์น  แววตาที่เจ็บปวดถูกแสดงออกมาผ่านดวงตาสีมรกตโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึก  ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าโคโลเนลโล่รู้สึกเช่นไร  แต่รีบอร์นก็ไม่ควรจะพูดออกมาเช่นนี้  แรมโบ้แค่อยากจะทำเป็นมองไม่เห็นความรู้สึกที่ส่งมาจากโคโลเนลโล่เท่านั้น

เขารักโคโลเนลโล่ไม่ได้

“นายจะมาบอกฉันทำไม?”
“ฉันแค่อยากให้เพื่อนฉันมีความสุข”

แรมโบ้นึกอยากจะตะโกนออกไปให้รีบอร์นรับรู้ว่าทำไมถึงกล้าพูดออกมาเช่นนี้  รีบอร์นอยากให้เพื่อนมีความสุขทั้งที่ก็รู้ว่าตัวเขารู้สึกอย่างไร  ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขารักรีบอร์นมากขนาดไหน  หากเจ้าตัวกลับไม่สนใจพร้อมผลักไล่ไสส่งเขาไปให้เพื่อนรัก

หากเขากลับไม่กล้าพูดออกไปแม้แต่คำเดียว
ทำได้แค่เพียงเก็บงำความเจ็บปวดอยู่ในใจ

“ฉัน...รักเขาไม่ได้” แรมโบ้ก้มหน้าลงมองพื้น  เขาไม่อยากให้ร่างสูงเห็นแววตาเขา  แม้ตอนนี้น้ำใสเริ่มมาคลออยู่ที่หน่วยตาเขาแล้วก็ตาม
“แกก็แค่ไอ้วัวโง่ที่มีคนรักแกแต่ก็กลับไม่รักตอบ”

น้ำตาหยดหนึ่งไหลร่วงรินลงมา  หากคนที่พูดกระแทกจิตใจคงไม่เห็นและไม่เคยรู้สักครั้งว่าแรมโบ้ต้องร้องไห้มากขนาดไหนกับคำพูดเย็นชาแต่ละครั้งที่ได้รับ

“คนอย่างนาย...ไม่เข้าใจหรอก” แรมโบ้พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือ
“แน่สิ  ฉันฉลาดมากกว่าแกก็เลยไม่เข้าใจในสิ่งที่คนโง่มันคิดยังไงหละ”
“................นาย....” แรมโบ้เงยหน้าขึ้นมามองชายหนุ่มชุดสูทสีดำ  จ้องมองเข้าไปยังแววตาเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่พูดไปเมื่อครู่  น้ำตาไหลลงไม่หยุดจนทำให้คนกระทำใจหายไปชั่วครู่…  “นายมันก็แค่คนใจร้าย  ไม่มีความรู้สึก...”
“ถ้าฉันเป็นแบบนั้นแล้วแกยุ่งอะไรด้วย?”

แรมโบ้ไม่ตอบอะไรกลับไป  ร่างโปร่งปาดน้ำตาทิ้งลวก ๆ ก่อนจะเดินเบี่ยงตัวออกจากห้องครัว  เขาไม่นึกสนใจด้วยซ้ำว่ารีบอร์นจะเดินตามมาหรือไม่  หากเขาก็คิดว่าชายหนุ่มไร้หัวใจคงจะเดินตามมาเพราะอีกสักครู่จะได้เวลาประชุม  เขาจึงเดินไปยังห้องประชุมพร้อมกับปาดน้ำตาให้มันแห้งสนิทเหลือเพียงแค่ดวงตาแดงช้ำและรอยคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนอยู่บนดวงหน้าใสเท่านั้น 

ภายในห้องประชุมนั้นสมาชิกวองโกเล่มาเกือบครบแล้วเหลือเพียงแค่เขาและรีบอร์นเท่านั้นที่ยังไม่มา  แรมโบ้ผงกหัวขอโทษที่มาสายซึ่งที่จริงแล้วก็ไม่ได้สาย  หากสมาชิกวองโกเล่ก็ไม่ได้ถือโทษอะไรนัก  ทุกคนพร้อมกันส่งยิ้มกว้างเอ็นดูมาให้แทนการโกรธ  หนึ่งในนั้นก็ได้มีชายหนุ่มผมสีทองรวมอยู่ด้วย...

ตาสีฟ้า...สีที่เฉกเช่นเดียวกับท้องฟ้าไม่ได้สดใสเหมือนเมื่อเช้า
หากแรมโบ้กลับเห็นว่ามันเป็นสีฟ้าขุ่นมัวแทน

“เมื่อไรจะเข้าสักทีไอ้วัวโง่” เสียงเรียบเฉยเยือกเย็นดังข้างหลังแรมโบ้  เจ้าตัวไม่ต้องหันไปดูก็ฟังออกว่าเป็นเสียงของใคร
“ขอโทษ” ร่างโปร่งพูดเสียงเบา  ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินไปยังที่นั่งของตน

การประชุมผ่านไปเนิ่นนานนักในความคิดของแรมโบ้  เขาฟังการประชุมไม่รู้เรื่องสักนิด  ไม่มีรายละเอียดใด ๆ เข้าหัวของเขาเลยด้วยซ้ำ  ชายหนุ่มได้แต่นั่งเหม่อทำเป็นอ่านรายละเอียดภายในเอกสารที่ได้จัดเตรียมไว้ให้เท่านั้นและรู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อสึนะโยชิมาแตะไหล่เรียกชื่อเขา

“แรมโบ้เป็นอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไรครับวองโกเล่...ตอนเช้าตื่นเช้าไปหน่อยเท่านั้น” ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มหันไปมองรอบ ๆ ห้องจึงพบว่าการประชุมได้เลิกแล้ว...  “ถ้าเลิกประชุมแล้วผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” โค้งให้สึนะโยชิอีกครั้งจึงเดินออกจากห้องไป

แรมโบ้เดินเหม่อลอยออกมาจนถึงที่จอดรถ  เขาเปิดประตูก่อนจะทิ้งตัวลงไปยังเบาะพร้อมกับฟุบหน้าลงกับพวงมาลัยรถ  ไหล่บอบบางสั่นสะท้านสะอึกสะอื้นจนตัวโยน  น้ำตาอุ่นไหลรินลงมามากมายจนเปื้อนพวงมาลัยไปหมด  ดวงหน้าใสนั้นก็ชุ่มไปด้วยคราบน้ำตาเช่นกัน  แม้ว่าจะพยายามกัดริมฝีปากจนห้อเลือดเพื่อกั้นความเสียใจมากเท่าไรแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ในอกด้านซ้ายเจ็บน้อยลงไปเลย 

ทรมานเหลือเกิน...
ทั้งที่รู้ว่าทรมาน  แล้วทำไม...

ทำไมถึงไม่เลิกรักรีบอร์นเสีย?  

“ฮึก...ฮึก...” เสียงสะอื้นที่ดังก้องรถยนต์  ไม่ได้ถูกส่งไปยังหัวใจของชายคนนั้นแม้เพียงนิด  คำพูดที่รีบอร์นพูดทิ้งไว้ว่าให้ไปรักโคโลเนลโล่ยังคงดังก้องอยู่ในสมอง  แม้จะทำให้ตัวเองเจ็บแค่ไหน  คำพูดนั้นก็ไม่ได้จางหายไปจากสมอง  ดูเหมือนมันจะถูกสั่งให้ฝังไปในสมองและหัวใจของแรมโบ้เสียแล้วกระมัง

ก็แค่...เลิกรักรีบอร์นเท่านั้น
ก็แค่...หันไปรักโคโลเนลโล่
ก็แค่...ตัดใจจากผู้ชายไร้หัวใจสักที
ก็แค่...ลืมสายตาเย็นชาเยือกเย็นไร้ซึ่งความอบอุ่นและอ่อนโยนนั่น



ก็แค่...ทำไม่ได้


***********************************


ชายหนุ่มจำไม่ได้ว่าเขามาถึงบ้านได้อย่างไร  จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาขับรถออกมาจากคฤหาสน์วองโกเล่และขับรถโดยไม่ชนอะไรได้อย่างไร  ตาแดงบวมช้ำจากการปาดน้ำตาลวก ๆ นั้นส่งผลให้แรมโบ้รู้สึกแสบตาและเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก  เวลานี้เขาอยากจะล้มตัวลงไปนอนบนพื้นสนามหญ้าเสียด้วยซ้ำหากก็ยังพยุงร่างตัวเองเดินมาล้มลงที่โซฟาจนได้

เหนื่อย...เหนื่อยเหลือเกิน
เจ็บที่หัวใจจัง...

ใบหน้าคมเข้มหากเรียบเฉยยังคงลอยวนไปมาอยู่ตรงหน้าของดวงหน้าใส  แม้เจ้าตัวจะพยายามปัดทิ้งอย่างเสียไม่ได้หลายครั้งหลายคราแต่เพียงไม่กี่อึดใจใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาก็กลับมาลอยวนไปวนมาอีกครั้ง  ท้ายที่สุดแล้วนั้นแรมโบ้จึงเอามือมาปิดบังดวงตาสีมรกตเสียเลย  แต่น้ำตากลับหยาดไหลรินลงมาอีกคราซึ่งเจ้าตัวก็กัดริมฝีปากกันเสียงสะอื้นเช่นเดิม

ถ้าหากเขาเปลี่ยนใจไปรักโคโลเนลโล่ได้ก็คงดี  เขาคงไม่ต้องมานั่งเสียน้ำตากับคำพูดเย็นชา  นั่งเจ็บปวดกับการกระทำไร้หัวใจและสายตาเย็นชานั่น  ไม่ต้องมาทนรักโดยที่ได้การดูถูกและเหยียดหยามตอบแทนกลับมาแทนความรัก  ชายหนุ่มผมสีทองผู้มีดวงตาสีฟ้าคู่นั้นคงจะทำให้เขามีความสุขตลอดเวลา  มีรอยยิ้มที่สุขใจและได้ความรักตอบแทนกลับมาเช่นกัน

ถ้าหากเขาทำได้...

ชายหนุ่มรู้คำตอบดีว่าเขาทำไม่ได้  เขาเลิกรักผู้ชายเย็นชาคนนั้นไม่ได้  ไม่ว่าจะตอนนี้หรืออนาคตภายภาคหน้าเขาก็รู้ว่า...เขาไม่สามารถลืมรีบอร์นได้เลย 




เวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ที่แรมโบ้ตกเข้าสู่ห้วงนิทรา  เขารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงมันสั่นเพื่อเป็นการเตือนว่ามีสายเรียกเข้า  ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายอย่างงัวเงียทั้งที่ยังไม่ได้ดูเบอร์ด้วยซ้ำ  หากเมื่อปลายสายส่งเสียงกลับมาเขาก็รู้ทันทีว่าเป็นเสียงใคร

ดวงตาสีฟ้าที่ใสเช่นเดียวกับสีผืนฟ้าและรอยยิ้มเจิดจ้าดั่งดวงตะวัน
...โคโลเนลโล่

‘ฉันรออยู่หน้าบ้านนาย  เห็นรถอยู่แต่ไม่ได้เปิดไฟก็เลยโทรหา’
แรมโบ้รีบลุกขึ้นมาจากโซฟาที่นอนอยู่ก่อนจะเอื้อมมือไปกดเปิดไฟและวิ่งออกไปยังหน้าบ้านที่ตอนนี้มีชายหนุ่มยืนส่งยิ้มให้เช่นเคย  เขาเปิดประตูรั้วหน้าบ้านก่อนจะเบี่ยงตัวหลบให้โคโลเนลโล่เดินเข้ามาภายในตัวบ้าน  ก่อนที่ชายหนุ่มผมสีทองจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาที่แรมโบ้นอนอยู่เมื่อครู่

“มีธุระงั้นหรือ?” แรมโบ้ถามขึ้นเมื่อยื่นแก้วที่มีน้ำเย็นจัดอยู่ 
“ถ้าไม่มีธุระคงมาหานายไม่ได้งั้นสิ?” ส่งรอยยิ้มแบบคนพูดเล่นไปให้  ทั้งที่หลบซ่อนดวงตาน้อยใจที่แฝงเอาไว้
“ฉัน...ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” แรมโบ้ละล่ำละลักตอบกลับไป 

เพราะปกติแล้วบ้านเขาจะมีแขกมาเพียงคนเดียวซึ่งก็คือรีบอร์น  และถ้ามานั่นก็แสดงว่ามีธุระ  จึงไม่แปลกนักถ้าหากว่าเขาจะนึกว่าโคโลเนลโล่จะมีธุระจึงมาหาเขา

“ไปกินเหล้ากันมั้ย?” คนชวนถามเสียงใส  ไม่มีอาการน้อยใจหลงเหลืออยู่ในน้ำเสียง
“เอาสิ...”

ชายหนุ่มทั้งสองคนจึงไปปรากฏตัวอยู่ที่บาร์เหล้าเจ้าประจำในเวลาไล่เลี่ยกัน  ไม่แปลกใจเท่าไรนักที่จะเป็นจุดสนใจของลูกค้าภายในร้านเพราะว่าชายหนุ่มทั้งสองคนเป็นถึงสมาชิกของแกงค์มาเฟียชื่อดังอย่างวองโกเล่  โคโลเนลโล่เลือกที่นั่งที่อยู่มุมสุดของร้านเพื่อให้มีความเป็นส่วนตัว  ไม่ต้องถูกจับจ้องมากนัก  ซึ่งแรมโบ้ก็เห็นดีเห็นงามกับความคิดนี้  เขาเองก็ไม่ชอบให้ใครมาจับจ้องมากนัก  ยิ่งจ้องเขาแล้วซุบซิบยิ่งแล้วใหญ่

เมื่อเหล้าพร้อมบนโต๊ะแล้วนั้น  ทั้งสองคนจึงไม่ลังเลที่จะกรอกเหล้าเข้าปากโดยที่ไม่ต้องมีใครบอก  ก่อนจะคุยเรื่องสัพเพเหระทั้งหลาย  ทั้งมีสาระหรือหาไม่ก็ตาม  แรมโบ้รู้สึกว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นคนดีทีเดียว  ทั้งใจดีและเข้าใจเขา  มักจะยิ้มตามเวลาเขาพูดหรือเล่าเรื่องแล้วยิ้มออกมา

หากรอยยิ้มที่มีอยู่บนดวงหน้าใสก็จางหายไปเมื่อดวงตาสีมรกตสังเกตเห็นถึงชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำประจำตัว  ถ้ารีบอร์นมาคนเดียวเขาคงไม่รู้สึกเจ็บปวดหน่วงใจเช่นนี้  แต่ตอนนี้เหมือนมีมีดนับร้อยนับพันตรงเข้ามากรีดแทงเจ้าก้อนเนื้อที่พยายามบ่งบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ด้วยกันเต้นตุบตุบ  เพราะข้างกายของชายหนุ่มไร้หัวใจคือผู้หญิงสาวสวยหุ่นอรชรอ้อนแอ้น  แม้แรมโบ้จะเคยเห็นรีบอร์นมีผู้หญิงอยู่ข้างกายมานักต่อนักแล้วก็ตาม  แต่มันกลับไม่ได้ทำให้หัวใจด้านชาไปได้เลย

เขากลับรู้สึกปวดใจทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงหน้าใหม่เดินเคียงข้างกอดแขนรีบอร์น
ในที่ที่เขาไม่มีโอกาสจะได้ไปยืน

นัยน์ตาใสยังคงค้างอยู่กับภาพตรงหน้าจนถูกโคโลเนลโล่เรียกชื่อเป็นรอบที่ห้านั่นหละจึงจะรู้สึกตัว  ดูเหมือนชายหนุ่มตาสีฟ้าตรงหน้าจะรับรู้แล้วว่ารีบอร์นมา  แรมโบ้จึงเห็นว่าตาสีฟ้าใสนั่นขุ่นมัวเหมือนกับตอนมองเขาในห้องประชุม  นัยน์ตาฟ้าแสดงความเจ็บปวดอย่างที่แรมโบ้ไม่เคยเห็นมาก่อน

“...เรียกฉันทำไมหรือ?” แรมโบ้เปลี่ยนเรื่องเพื่อให้ความตึงเครียดที่มีอยู่ในขณะนี้มลายหายไปเสีย
“เราเปลี่ยนร้านกันมั้ย? ฉันมีอีกหลายร้านเลยนะถ้าหากนายไม่อยากจะอยู่ที่นี่” รอยยิ้มกว้างถูกส่งมา  หากแรมโบ้จะสังเกตสักนิด  คงจะได้เห็นว่ารอยยิ้มนั้นฝืนเพียงใด
“ไม่เป็นไรหรอก...” ถ้าแค่แรมโบ้ไม่สนใจ  โคโลเนลโล่จะได้ไม่ต้องมาลำบากใจเพราะเขา

หากมันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ใจคิด  ในเมื่อชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มกลับไม่ได้สนใจจะฟังสิ่งที่โคโลเนลโล่พยายามจะดึงความสนใจได้เลยสักนิด  เมื่อนัยน์ตาเขียวมรกตยังคงจ้องมองชายหนุ่มชุดสูทดำที่มีผู้หญิงหน้าตาสวยคลอเคลียอยู่ไม่ห่างกาย  ถ้าชายหนุ่มผมทองถามความคิดเห็นเขา  แรมโบ้ก็จะทำแค่เพียงตอบรับเท่านั้นโดยที่ไม่ได้ฟังบทสนทนานั้นแม้แต่น้อย

“พรุ่งนี้เราไปเที่ยวกันมั้ย?” นัยน์ตาสีฟ้าถามอย่างสดใส  ทั้งที่ภายในใจนั้นขุ่นมัว

แรมโบ้ไม่ตอบอะไรแม้แต่คำเดียว  เหมือนกับจะไม่ได้ยินสิ่งที่โคโลเนลโล่พูดด้วยซ้ำไป  ประสาทโสตรับฟังของแรมโบ้ตอนนี้คงจะเป็นอัมพาตชั่วคราวเมื่อเขาเห็นใบหน้าของรีบอร์นนั้นกำลังก้มต่ำลงไปหาใบหน้าเรียวของหญิงสาวที่เงยหน้าตอบรับจูบอันแสนหวานจากนักฆ่าอันดับหนึ่ง  ดวงตาสีเขียวอ่อนค้างไปชั่วครู่กับภาพตรงหน้า  เขาเห็นว่ารีบอร์นปรายตามองมาทางเขา 

เจ็บ...
เจ็บเจียนตาย...

มือเรียวยาวจับหน้าอกด้านซ้ายของตัวเองเอาไว้  ความรู้สึกของก้อนเนื้อที่ยังเต้นอยู่ส่งผ่านมายังมือเรียว  หากเป็นไปได้เขาอยากให้มันหยุดเต้นเสีย  จะเต้นต่อไปทำไมเมื่อรีบอร์นไม่เคยเห็นเขาในสายตา  เขาไม่อยากเจ็บปวดอย่างนี้ต่อไปอีกแล้ว  ที่ผ่านมารีบอร์นไม่เคยเห็นค่าของแรมโบ้สักนิด  ไม่ว่าจะอดีต ตอนนี้หรืออนาคตข้างหน้า  ชายหนุ่มที่เขารักหมดใจก็ยังคงไม่แยแสเขาเช่นเดิม

แล้วเขาจะอยู่ต่อไปทำไม?

แรมโบ้ลุกพรวดก่อนจะวิ่งเร็วออกไปหน้าร้านจนทำให้ลูกค้าตกใจส่งเสียงกรี๊ดเล็กน้อยกับอาการรีบร้อนของนักประดิษฐ์อาวุธแห่งวองโกเล่โดยที่มีชายหนุ่มนัยน์ตาท้องฟ้าวิ่งตามออกไปเช่นกัน  แรมโบ้วิ่งออกมาห่างจากร้านเหล้าเมื่อครู่ไกลพอดูจึงหยุดหอบที่ข้างเสาไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างทางเดิน  ร่างโปร่งหอบหายใจจนตัวโยนเพราะความเหนื่อย  อาการสะอึกสะอื้นกลับมาอีกครั้ง  หากคราวนี้เขาจะไม่อดทนกลั้นมันอีกต่อไป  หยาดน้ำตามากมายจึงไหลร่วงพรูลงมาอาบดวงหน้าใส  นัยน์ตาเขียวมรกตถูกอาบไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วยตา

สุดท้ายเขาก็ยังคงเป็นแรมโบ้จอมขี้แยอยู่ดี

“แรมโบ้...แรมโบ้” โคโลเนลโล่วิ่งมาหยุดหอบหายใจตัวโยนข้างร่างโปร่งที่ยังคงร้องไห้ไม่อายสายตาใคร...  “นาย...นายอย่าร้องไห้เลยนะ” ดึงร่างของแรมโบ้ให้หันมาทางเขา  ก่อนจะใช้มือเช็ดหยาดน้ำตาให้อย่างเบามือ
“ไม่ได้หรอก...ฉัน...ฮึก...ฉันทนไม่ไหวแล้ว”

หยาดน้ำตายังคงไหลรินอยู่เช่นนั้นแม้โคโลเนลโล่จะพยายามเช็ดมันเพียงใด  ท้ายที่สุดแล้วเขาเลยลอบถอนหายใจเฮือกนึงก่อนจะจับเจ้าตัวมากอดเอาไว้และทำให้ใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำใสนั้นซุกอยู่ตรงหัวไหล่พร้อมกับลูบผมสีน้ำทะเลอย่างเบามือ  ในเวลานี้เขาก็ทำได้เพียงเท่านี้สินะ

“ถ้านายอยากร้องก็ร้องออกมา  ร้องจนพอใจ...ฉัน...ฉันจะเป็นที่ซับน้ำตาให้นายเอง”

ได้ยินแบบนั้นยิ่งทำให้แรมโบ้ร้องไห้ออกมายกใหญ่  เขาส่งเสียงสะอื้นออกมาเสียงดังพร้อมกับน้ำตาชุดใหม่ที่ถูกไหลส่งมาจากดวงตาสีเขียว  มือเรียวยาวทั้งสองข้างของแรมโบ้กอดรัดเอวของโคโลเนลโล่ไว้เสียแน่นพร้อมกับร่างที่สั่นสะท้าน 

“ทำไมฉันถึงไม่รักนาย?  ทำไม...ทำไมฉันถึง...” ...ลืมรีบอร์นไม่ได้ 
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นฉันเถอะนะ...ฉันจะไม่ทำให้นายต้องเจ็บปวดใจแบบนี้”

เขาเองก็อยากจะเปลี่ยนใจ  เขาเองก็อยากจะเลิกรักรีบอร์นเช่นกัน  ถ้าหากเป็นชายหนุ่มที่กอดเขาด้วยความอบอุ่นคนนี้เขาคงจะไม่ต้องมาเสียน้ำตามากมายแบบนี้  โคโลเนลโล่ไม่เคยหลอกเขาและไม่ทิ้งเขาเวลาเขาไม่เหลือใคร  ไม่มีแม้แต่จะทำให้เขาเจ็บปวดใจ  ทุกครั้งที่เขาได้เจอหรือได้คุยกับคนตรงหน้าก็มักจะทำให้เขายิ้มได้เสมอ  ถ้าเป็นผู้ชายคนนี้คงจะทำให้เขามีความสุขได้มากกว่าการรักคนที่ไม่มีหัวใจ

“เป็นฉันเถอะ...” เสียงทุ้มนุ่มอบอุ่นยังคงขอร้อง...  “ฉันรักนาย...แรมโบ้  ฉันรักนาย” 
“เรามาคบกันเถอะนะ...” แรมโบ้พูดในสิ่งที่เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าจะพูดออกมา

ไม่มีคำตอบของโคโลเนลโล่  มีเพียงแค่วงแขนอบอุ่นที่กอดแรมโบ้แน่นขึ้นด้วยความอ่อนโยนเหมือนกับเป็นตอบรับคำขอของเขา 




The End of Part one




YuuYuu TalK  ::  คิคิ...แต่งจบไปตอนนึงแล้วดีใจชะมัดเลยหละค่ะ  กว่าจะจบได้เล่นเอาเลือดตาแทบกระเด็น  เพราะความที่ไม่เคยแต่งฟิคเศร้าเลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงถึงบีบคั้นหัวใจคนอ่าน  เอาเป็นว่า...ยู้แต่งแล้วร้องไห้  แค่นั้นคงพอ...(กั่ก ๆ)  รีบอร์นแรมโบ้...เป็นฟิคการ์ตูนที่ยู้กลับมาแต่งอีกครั้งหลังจากหายไปกับฮันเตอร์เอกซ์ฮันเตอร์จ้ะ  คู่นี้หนะ...ขอบอกว่าทรหดรันทดเหลือเกิน  ไว้คราวหน้าจะลองชิมลางกับคู่ 8059 ดีมั้ย? ^_____^ 

แต่งเรื่องแรกและครั้งแรกสำหรับคู่รีบอร์นแรมโบ้  ขาดเกินตรงไหนดิได้เน่อ...


แล้วจะพยายามแต่งตอนสองได้...



edit @ 6 Nov 2009 17:57:24 by yoo Tagushita