[SF RL] Relation # Part 2
posted on 11 Nov 2009 22:23 by rupingfic in SFMain :: Reborn x Lambo
Part :: Two
BGM :: สายตายาว - แดน http://music.yenta4.com/play/song_3556/
Author :: YuuYuu
Date :: 2009.11.02
แสงทอสีทองประกายยามเช้าของอรุณนั้นถูกแต่งแต้มเต็มกำแพงสีขาวเรียบล้วน เสียงนกร้องจิ๊บ ๆ ที่มันก็ร้องเหมือนเช่นเดิมทุกเช้านั้นกลับทำให้ร่างสูงโปร่งนั้นรู้สึกอารมณ์เสียไม่น้อย ด้วยความที่เมื่อคืนนั้นเขาเองกว่าจะหลับลงสู่ห้วงนิทรานั้นก็ปาไปเกือบเช้า พอตื่นขึ้นมาทั้งที่ยังนอนหลับไม่เต็มที่นั้นเลยทำให้อารมณ์พาลทุกอย่างมันปะทุขึ้นมา รวมถึงเอาเรื่องที่เขาคิดจนนอนไม่หลับนั้นมาพาลใส่สิ่งรอบตัวด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็นหรือได้ยินนั้นมันช่างน่ารำคาญนัก หากสิ่งที่เด่นที่สุดในความคิดนั้นกลับเป็นผมสีน้ำเงินเข้มดั่งมหาสมุทรกับดวงตาสีเขียวมรกตใสวิบวาว
ไอ้เจ้าวัวนั่น...
รีบอร์นนึกถึงแววตาสีมรกตใสที่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำใสที่คลอเบ้าตาเมื่อคืนนั่น ก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียมากขึ้น หากไม่รู้ว่าที่อารมณ์เสียนั้นเพราะหยาดน้ำตาใสที่ไหลจากดวงตาสวยนั่นหรือเพราะอย่างอื่น เขารู้แค่ว่าหลังจากที่แรมโบ้และโคโลเนลโล่วิ่งออกไปจากร้านแล้วนั้น เขาก็ไม่มีจิตใจพอที่จะอยู่ต่อหรือแม้แต่จะกินเหล้า ไม่รู้หรอกนะว่าทำไม รู้แค่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในขณะนั้นมันช่างขัดหูขัดตาและขัดใจเขาเหลือเกิน พอออกมาจากร้านเหล้าเจ้าประจำเขาก็ตรงดิ่งกลับบ้านแล้วก็มานอนคิดถึงเรื่องของเจ้าวัวบ้านั่น...
น้ำตานั่นมันทำให้เขาหงุดหงิดเหลือเกิน
หากนักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งวองโกเล่ก็กลับส่งเสียงหึในลำคอเช่นทุกครั้งที่ทำเมื่ออยากปัดสิ่งที่มากวนใจ เขาลุกขึ้นไปอาบน้ำชำระกายให้สบายใจเพื่อที่จะเดินทางไปยังคฤหาสน์วองโกเล่ ทั้งที่ภายในใจลึก ๆ ของรีบอร์นนั้นกลับรู้สึกไม่สบายใจโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึก เพียงเพราะว่าเจ้าตัวแค่ทำเป็นไม่สนใจที่จะนึกถึงก็เท่านั้นเอง
เดี๋ยวพอวันนี้เขาก็จะเห็นเจ้าแรมโบ้มายืนส่งยิ้มให้เขาเหมือนเคย
หรือไม่ก็...อาจจะหาเรื่องอะไรมาให้เขายัดลูกกระสุนใส่หัวมันอีกนั่นหละ
ก็มันเป็นอย่างนี้ทุกทีสินะ
ไม่นานเท่าไรนักรถคันงามของนักฆ่าอันดับหนึ่งก็มาจอดในคฤหาสน์ของวองโกเล่ หากระหว่างทางที่จะเดินเข้าไปในตัวคฤหาสน์นั้นเขาก็เห็นชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มที่จำได้จนชินว่าเป็นแรมโบ้ ชายหนุ่มกระหยิ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าไปหาจุดหมายที่ยืนเงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งวันนี้ก็ยังคงส่องแสงแดดจ้าจนแสบตาเช่นเคย...อย่างที่เขาคิดเลยว่าเจ้าวัวโง่มันก็คงมาให้เขายัดลูกกระสุนใส่หัวเหมือนเคย
“มาทำอะไรหละวันนี้?” เขาถามเสียงเรียบตามเคยซึ่งมันคงเป็นเอกลักษณ์ไปเสียแล้ว... “ไม่เห็นแกจะโผล่หัวมาสักครั้งถ้าไม่มีงาน” เขาถามด้วยความสงสัย ดวงตาสีดำสนิทนั้นจ้องไปยังดวงหน้าใส
“...รีบอร์น.....” ดูเหมือนว่าร่างโปร่งผมสีน้ำเงินเข้มดั่งทะเลนั้นกลับรู้สึกตกใจนักที่ไม่คาดว่าจะได้มาปะหน้ากับคนที่ไม่อยากเจอ หากสีหน้าตกใจนั้นก็อยู่เพียงแค่ชั่ววูบเมื่อแรมโบ้กลับมาตีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม... “ฉัน...ฉันมา......” แม้สีหน้าจะเรียบเฉยหากมันก็ไม่ได้กลบน้ำเสียงสั่นเครือที่เจ้าตัวกำลังคิดหาคำตอบที่ดีพอให้คนตรงหน้าฟัง
“เขามากับฉันหนะเว้ยเฮ้ย” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นข้างหลังรีบอร์นก่อนที่เจ้าตัวผมสีทองพร้อมตาสีฟ้าใสนั้นจะส่งยิ้มกว้างเห็นฟันขาวมาให้
รีบอร์นเลิกคิ้วข้างนึงขึ้นมาด้วยความสงสัยที่เห็นว่าเจ้าวัวบ้ามันมากับเพื่อนเขา มันช่างเป็นอะไรที่ผิดปกติมากนัก ในเมื่อเพื่อนเขากับไอ้วัวนี่มันก็ไม่ได้สนิทอะไรกันมากมายนัก เพราะทุกครั้งเขาก็เห็นไอ้วัวบ้าเดินตามหลังเขาต้อย ๆ ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ จึงอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นโคโลเนลโล่พูดออกมาเช่นนั้น
“วันนี้เรียวเฮมันเรียกฉันมา ฉันก็เลยพาแรมโบ้มาด้วย” คว้ามือนุ่มมาจับไว้ยิ่งทำให้รีบอร์นสงสัยมากขึ้นไปอีก หากยังไม่ทันจะถามอะไรที่สงสัยไป เพื่อนรักก็จัดการตอบให้เสร็จสรรพเหมือนล่วงรู้สิ่งที่เขาคิดไว้ในใจ... “ฉันคงไม่ได้บอกนายใช่มั้ยเว้ยเฮ้ยว่าฉันคบกับแรมโบ้แล้ว”
รีบอร์นไม่ได้พูดอะไรออกไปหากกลับแย้มยิ้มขึ้นมาเหมือนมันเป็นเหตุการณ์ปกติที่จะได้ยินเพื่อนรักเขาคบกับแรมโบ้ หากแววตาสีรัตติกาลกลับตวัดไปมองดวงหน้าเรียวใสที่ได้แต่ยืนเงียบไม่ได้พูดอะไรออกไปเช่นกัน เขาสังเกตเห็นดวงตาสีเขียวมรกตทั้งสองดวงนั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยทั้งที่ปกติดวงตาข้างขวาจะหลับเอาไว้ เหมือนกับแรมโบ้เองก็ไม่คาดคิดว่าโคโลเนลโล่จะกล้าพูดออกมาเช่นนี้ต่อหน้าเขา
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ต้องแสดงความยินดีด้วยสินะ...” ยังคงพูดราบเรียบตามสไตล์เช่นเดิม หากสายตาเย็นยะเยือกนั้นกลับถูกส่งผ่านไปยังชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้ม ทั้งที่รอยยิ้มนั้นถูกส่งผ่านไปยังชายหนุ่มผู้มีดวงตาสีฟ้าใส... “ฉันต้องขอตัวก่อน”
“วันหลังไปกินเหล้ากันนะเว้ยเฮ้ย” เพื่อนรักชวนเสียงใสอย่างคนมีความสุข
ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำประจำตัวพร้อมกับหมวกปีกกว้างนั้นพยักหน้าให้ทีนึงก่อนจะเดินแยกไปยังห้องทำงานของวองโกเล่รุ่นที่สิบ โดยที่ทิ้งเพื่อนรักกับแรมโบ้เอาไว้เบื้องหลัง แม้คำพูดหรือการกระทำของเขาจะยังปกติเหมือนเคย หากคราวนี้รีบอร์นกลับรู้สึกโหวงภายในใจของเขาเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้นจากโคโลเนลโล่
ก็เป็นอย่างที่เขาคิดไม่ใช่หรือ
เพื่อนรักของเขาจะได้มีความสุขสักที
...แล้วเขาจะรู้โหวงในใจไปทำไมกัน?
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ รีบอร์นก็เดินมาถึงหน้าห้องทำงานของวองโกเล่รุ่นที่สิบเสียแล้ว เจ้าตัวเคาะประตูสามครั้งเพื่อเป็นมารยาท ทั้งที่ปกติเขาเองก็ไม่เคยเคาะด้วยซ้ำ ทันทีที่ได้ยินเสียงตอบรับจากคนภายในห้องนั้น รีบอร์นจึงบิดลูกบิดประตูเข้าไปภายในห้องที่ตอนนี้เจ้าของห้องกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่
“อ้าว...รีบอร์นเองหรอกเรอะ” สึนะโยชิเองยังอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นรีบอร์นเป็นคนเคาะประตู
“เป็นไงบ้าง? งานเยอะมั้ย?” ถามทั้ง ๆ ที่รู้ว่างานของวองโกเล่รุ่นที่สิบเยอะเพียงใด
“ก็อย่างที่นายเห็น...งานฉันมันก็เยอะทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง” สึนะหัวเราะเล็กน้อยกับอาการหลุด ๆ ของรีบอร์น เพราะปกติแล้วนักฆ่าตรงหน้าไม่เคยจะถามไถ่อะไรแบบนี้หรอก... “มีธุระหรือไง?”
“ไม่นี่...ไม่ได้มีธุระอะไรกับใครหรอก” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางอ่าน ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าวองโกเล่แอบหัวเราะกับคำพูดและท่าทางของอดีตครูสอนพิเศษในวันนี้
หลุดกว่าที่คิดไว้อีกแฮะ...สึนะแอบคิดและขำอยู่ในใจ
“นายคงยังไม่ลืมว่าฉันอ่านใจคนได้” น้ำเสียงเย็นยะเยือกของรีบอร์นทำให้นภาหนุ่มถึงกับสะดุ้งก่อนจะรีบทำเป็นอ่านเอกสารอย่างตั้งใจอีกครั้ง นักฆ่าอันดับหนึ่งลอบถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะปิดหนังสือพิมพ์ที่ยังไม่ได้อ่านสักตัวนั้นวางไว้ที่เดิม หลังจากนั้นจึงเดินไปยังหน้าต่างใสบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างหลังโต๊ะทำงานของสึนะ สายลมพัดพาผ่านไปจนทำให้ใบไม้สั่นไหว ดวงตาสีรัตติกาลจ้องจับท้องนภาฟ้าใสนั้นอย่างเหม่อลอย
วันนี้มันเงียบผิดปกติกว่าทุกวันนัก จะว่าไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายก็ไม่ใช่เพราะมันก็สงบสุขแบบนี้อยู่ทุกวัน หากที่เขากำลังมองหานั่นจะใช่สิ่งที่มันขาดหายไปหรือเปล่านะ รีบอร์นนึกถึงรอยยิ้มใสของคนที่มีดวงตาสีมรกตใสหรือแม้แต่เสียงหัวเราะหรือไม่ก็เสียงพูดไร้สาระของแรมโบ้ แม้มันจะค่อนข้างรำคาญหูเขาไปสักนิด หากมันก็ทำให้ชีวิตเขามีสีสันมากกว่าการอยู่เงียบ ๆ แบบนี้
แต่มันก็คงเป็นอดีตไปแล้ว...
ก็เจ้าวัวบ้านั่น...มันคบกับโคโลเนลโล่ไปแล้วนี่นา
แรมโบ้คบกับเพื่อนรักของเขา
เขาก็ควรจะมีความสุขสิ...
...แล้วอาการปวดหนึบที่หัวใจนี่คืออะไรกัน?
นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งวองโกเล่เหลือบไปมองเห็นคนสองคนที่อยู่ภายในสวนหย่อมหลังคฤหาสน์วองโกเล่ ทั้งคู่กำลังหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนานโดยที่มืออุ่นยังคงประสานกันไว้ เขาจำผมสีทองของเพื่อนรักเขาได้และข้างกายของโคโลเนลโล่ก็คงไม่ใช่ใครอื่นไกลนอกจากไอ้วัวงี่เง่าแรมโบ้ น่าแปลกที่เขากลับมองเห็นใบหน้าเรียวใสของผู้พิทักษ์อัสนีได้แจ่มชัดนักเฉกเช่นร่างโปร่งอยู่ใกล้สายตา รอยยิ้มกว้างที่ส่งให้คนข้างกายนั้นเด่นชัดมากในสายตาของรีบอร์น
“บางครั้งชีวิตเราก็เล่นตลกนะ” เสียงหวานใสของรุ่นที่สิบเอ่ยขึ้นข้างกาย ทำให้รีบอร์นหันมามองด้วยความสงสัยในคำพูดของคนข้างกาย หากหัวหน้ามาเฟียก็ยังคงมองแผ่นท้องนภาเช่นเดิม... “ถ้านายไม่เห็นค่าของที่นายรัก มันก็จะหลุดลอยออกไป”
“...นั่นสินะ” รีบอร์นกดยิ้มมุมปากส่งให้สึนะ ก่อนจะหันไปมองแผ่นผืนฟ้าเช่นเดียวกัน... “มันคงหลุดไปจากฉันแล้วหละมั้ง”
“ถ้านายไม่รีบจับมันก่อนที่จะหลุดไป นายก็จะจากมันไปตลอดกาล”
“ไม่ทันแล้วหละสึนะ...” เสียงรีบอร์นสั่นเครือ แม้เพียงน้อยนิดนักหากคนที่อยู่ด้วยกันมานานอย่างสึนะก็ยังคงรับรู้ได้ถึงท่าทางน่าเป็นห่วงแบบนี้ แววตาที่แสดงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจถูกส่งออกมาโดยที่เจ้าตัวไม่ทันจะได้รู้สึก... “ฉันทำมันหลุดไปแล้ว”
รีบอร์นเดินออกมาจากห้องทำงานของสึนะหลังจากที่ทั้งคู่เงียบกันไปพักใหญ่ เขาจึงรู้สึกว่าเขาจะทำให้บรรยากาศในห้องทำงานเสียเปล่า ๆ เลยเดินออกมายังด้านหน้าของคฤหาสน์วองโกเล่ อย่างน้อยต้นไม้และอากาศของฤดูใบไม้ร่วงก็คงจะพอทำให้เขารู้สึกดีขึ้นไม่มากก็น้อย ร่างสูงเดินไปพิงหลบแสงแดดแรงกล้าที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ก่อนจะมองกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างเหม่อลอยไม่ได้สนใจในอะไรมากนักตามนิสัย จนสายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างสูงโปร่งที่เห็นจนเจนตาซึ่งตอนนี้ไม่มีชายหนุ่มดวงตาสีท้องฟ้าอยู่เคียงข้างกาย ดวงตาสีรัตติกาลจับจ้องแผ่นหลังของคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา หากมันกลับรู้สึกว่าไกลกว่าทุกครั้งที่เขามองนัก
ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเจ้าวัวงี่เง่านั่นมันถึงค่อย ๆ ห่างเขาไปเรื่อย ๆ...
...ห่างจนเขารู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว
ไม่ทันได้คาดคิดเมื่อคนที่โดนจับจ้องหันมายังชายหนุ่มที่ยืนพิงใต้ต้นไม้ แววตาคมจึงจับจ้องประสานกับดวงตาสีเขียวอ่อนพอดิบพอดี รีบอร์นมองเห็นดวงตาสีมรกตนั้นสั่นไหวทั้งที่ระยะห่างที่ยืนนั้นไม่น่าจะสังเกตเห็นได้ถึงขนาดนี้ หรือเพราะว่าเขาได้จดจำรูปร่างท่าทาง...หรืออาจจะทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวกับคนที่ยืนมองหน้าเขาจนขึ้นใจ ก่อนที่จะจ้องกันนานไปกว่านี้รีบอร์นจึงตัดบทโดยการดันหมวกสีดำปีกกว้างใบเก่งของเขาลงปิดพ้นสายตาที่เขาจะมองเห็นแรมโบ้ได้พร้อมกับเดินจากไป
เขากลัว...
กลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นว่าแววตาเขาสั่นไหวเพียงใดยามจ้องสบตากับดวงตามรกตนั่น
***********************************
ค่ำคืนราตรีอันยาวนานก็มาถึง ร้านรวงมากมายเปิดแข่งกันเพื่อให้นักท่องราตรีได้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยหมุนเปลี่ยนเวียนสภาพการเงินให้คล่องตัว นักฆ่าอันดับหนึ่งในชุดสูทสีดำสนิทเดินเข้าไปยังร้านเหล้าเจ้าประจำ เขานั่งลงที่บาร์ก่อนจะพยักหน้าให้บาร์เทนเดอร์รับรู้ว่าขอเป็นเหล้าแบบเดิม ไม่นานนักน้ำจันสีน้ำตาลไหม้ก็ถูกตั้งไว้ตรงหน้าร่างสูง เพียงกรอกเข้าปากรวดเดียวก็หมดแก้ว หากไม่ช้านักเมื่อแก้วที่สองก็ถูกตั้งไว้ตรงหน้าชายหนุ่มแทนแก้วแรก
“เครียดมากหรือเจ้าหนู?”
รีบอร์นหันไปทางผู้นั่งใหม่ที่หย่อนตัวลงข้าง ๆ เขา ไม่มีใครที่ไหนเรียกเขาว่า ‘เจ้าหนู’ ตั้งแต่ตอนเป็นอัลโกบาเลโน่จนตอนนี้เขาปลดคำสาปได้แล้วนอกจากผู้พิทักษ์พิรุณ ยามาโมโตะ ทาเคชิ
“คืนนี้มาได้ไง? เจ้านั่นมันไม่ว่าเอาเหรอ?” เจ้านั่นของรีบอร์นก็คือสโมคกิ้งบอมบ์ โกคุเดระ ฮายาโตะ นั่นเอง
“โดนเบียงกี้ขอตัวเอากลับไปบ้านแล้ว...” รอยยิ้มเท่ห์ยังคงอยู่เหมือนเดิม... “นาน ๆ มากินเหล้าที ไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
“อืม...” รีบอร์นโคลงแก้วเล่นอย่างคนไม่มีอะไรทำ เขาเหม่อลอยมองน้ำเหล้าที่อยู่ในแก้วนั้นนานสองนาน ก่อนจะถูกเรียกให้ออกมาจากภวังค์ที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมา ชายหนุ่มหันไปมองใบหน้าคมของยามาโมโตะก่อนจะเลิกคิ้วข้างนึงเพื่อเป็นการถามที่เรียกเขา
“วันนี้ไม่มีหญิงคนไหนมาควงแขนหรือไง? แปลกนะที่จะเห็นนายจะมานั่งกินเหล้าอยู่คนเดียว” พูดทีเล่นทีจริงไม่หวั่นว่าคนถูกแซวจะยัดกระสุนกรอกปาก
“ไม่อยากได้ผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษนี่ ทุกครั้งที่ควงก็แค่คืนเดียว” พูดเสียงเรียบเฉย หากนั่นก็ไม่ได้ทำให้ผู้พิทักษ์พิรุณจะหยุดหัวเราะได้เลย... “ต่อให้จะมาทำดีกับฉันแค่ไหน ฉันก็ทนได้นานมากสุดก็สามคืน”
“ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะพอดีกับนายเลยสินะ...” ยามาโมโตะกรอกเหล้าเข้าปากไปอึกหนึ่งก่อนจะเริ่มต้นบทสนทนาต่อ... “พอดีกับดีพอหนะ มันต่างกันนะเจ้าหนู”
รีบอร์นหันหน้าไปทางคนข้างกายด้วยความสงสัยและอยากรู้ว่าสิ่งที่ยามาโมโตะพยายามจะสื่อคืออะไร หากเขาก็ไม่ได้ถามไปตรง ๆ เมื่อเจ้าของประโยคเป็นคนเริ่มพูดอีกครั้ง
“อย่างเรื่องของฉัน...แม้ว่าฉันจะได้เจอใครคนไหนที่เขาดีกับฉันทุก ๆ อย่าง หากมันก็ไม่ได้เติมเต็มในส่วนที่ฉันขาดหายไปได้ กลับกัน...ฉันคิดว่าฮายาโตะเป็นคนที่พอดีกับฉัน แม้เขาจะไม่ได้ดีในทุก ๆ เรื่อง หากมันก็กลับพอดีในสิ่งที่ฉันขาดหายไปได้” พิรุณพูดไปยิ้มไปด้วยความคิดถึงชายหนุ่มผมสีเงินที่ตอนนี้คงโดนพี่สาวแกล้งเล่นอย่างสนุกสนาน... “นายอาจจะมองข้ามคนที่เขาพอดีกับนายไปก็ได้...”
คนที่...พอดี...กับเขาหนะหรือ?
ดวงตาสีเขียวใสดุจมรกตนั้นแวบขึ้นมาในห้วงคำนึง รีบอร์นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าดวงตาคู่นั้นเป็นของใคร หากเขากลับทำเพียงแค่ส่งเสียงหึออกมาจากภายในลำคอเท่านั้น แม้มันจะยากเย็นเพียงใดก็ตามที่พยายามจะทำให้ยามาโมโตะไม่รู้ว่าเขากำลังปวดก้อนเนื้อที่อกด้านซ้ายซึ่งตอนนี้นั้นบีบตัวจนเขาปวดใจแค่ไหน ดวงตาสีรัตติกาลสั่นไหวดั่งหัวใจที่กำลังหวั่นไหวกับการเสียคน ๆ นึงไป
เพราะตัวเขาเอง...
...ที่เป็นคนทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้
ก๊งกันไปอีกไม่กี่แก้วรีบอร์นจึงเป็นฝ่ายขอตัวกลับก่อน เขาไม่อยากจะดื่มมากไปกว่านี้เพราะเกรงจะขับรถกลับบ้านไม่ได้ แม้ผู้พิทักษ์แห่งพิรุณจะยื้อดึงพร้อมเสนอขับรถไปส่งให้ก็ตาม หากนักฆ่าหนุ่มก็ปฏิเสธอย่างไม่ให้เสียน้ำใจพร้อมกับขอตัวกลับ ก่อนจะขับรถคันงามกลับไปตามเส้นทางกลับบ้านของตัวเขาเอง
รถยนต์คันงามดับรถไปสักพักแล้วหากเจ้าของรถกลับยังไม่ลงจากรถ ดวงตาคมมองที่นั่งข้างกายที่เมื่อก่อนเคยมีคน ๆ นั้นนั่งเคียงข้าง แม้ว่าจะพูดมากจนน่าเอากระสุนกรอกปาก หากตอนนี้มันกลับช่างเงียบเหงาอ้างว้างเหลือเกินยามที่ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วพูดอยู่ข้างหู รีบอร์นนึกถึงใบหน้าที่เริ่มแดงจากฤทธิ์เหล้าของแรมโบ้ รอยยิ้มกว้างกับดวงตาที่ฉ่ำไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ดวงตาเรียวคมหลับตาลงเหมือนกับพยายามจะกั้นภาพที่ผุดขึ้นมาในมโนภาพความคิดของเขา หากแม้นจะพยายามกั้นเท่าไรก็ไม่สามารถทำได้ ในเมื่อเวลานี้เขาคิดถึงร่างโปร่งจับใจ มือใหญ่กำพวงมาลัยแน่นจนมันแทบจะแหลกคามือเพื่อระบายความโง่งี่เง่าของเขา
ความโง่ที่เขาพยายามหลอกตัวเองมานาน
ว่าเขาไม่ได้รักแรมโบ้
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว...เป็นเขาที่ขาดเจ้านั่นไม่ได้
เป็นเขาที่ยึดติดกับเจ้านั่นโดยที่ตัวเองไม่รู้สึกตัว
และเป็นเขา...ที่พยายามขับไล่ไสส่งแรมโบ้ไปจากตัวเอง
...เพราะตัวเขาเองทั้งหมด...
เวลาผ่านไปค่อนข้างนานกว่าปกติกว่ารีบอร์นจะสามารถทิ้งตัวลงเตียงนอนนุ่มได้หลังจากทำธุระชำระร่างกายเสร็จ เตียงใหญ่ที่วันนี้มันดูใหญ่กว่าทุกวันจนผิดปกตินั้นทำให้นักฆ่าหนุ่มนึกถึงร่างสูงโปร่งของแรมโบ้ที่เคยมานอนห้องเขายามที่วันไหนไปกินเหล้ากันและอีกฝ่ายเมาแอ๋จนไม่อยากจะพากลับไปบ้าน ทั้ง ๆ ที่ความจริงเขาจะจับเจ้านั่นโยนเข้าบ้านของมันเองก็ได้...หากเขาก็ไม่ทำ เขากลับพาเจ้านั่นมาบ้านเขา ปล่อยให้มันเมาแอ๋ที่ห้องเขาดีกว่าให้ไปเมาไกลสายตา น่าแปลกที่ตอนนั้นเขาดันไม่คิดว่าแท้จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไรกับแรมโบ้ หรือเพราะตอนนั้นเขาพยายามปัดความรู้สึกของตัวเองออกไปจนหาไม่เจอ
เขาพยายามหลอกตัวเอง
ปิดบังความรู้สึกตัวเอง
และเอาแต่คิดว่า...เขาต้องการคนที่ดีพอที่คู่ควรกับเขา
ทั้งที่จริง ๆ แล้วเขามีคนที่พอดียืนเคียงข้างกายตลอด
หาก...เขากลับไม่คว้าเอาไว้
และมองเลยผ่านความรู้สึกของเจ้านั่นที่มีให้
เตียงที่เย็นเยียบเพราะไร้ไออุ่นของร่างกายนั้นทำให้รีบอร์นไม่นึกอยากจะล้มตัวนอนเท่าไรนัก ทั้งที่เมื่อก่อนก็ไม่เคยจะสนใจว่าเตียงจะเย็นเยียบเพียงใด กลับมาถึงบ้านเขาก็ล้มตัวลงนอนไม่สนใจสิ่งไหนอีก แต่เมื่อแรมโบ้เดินเข้ามาในชีวิตเขา เจ้านั่นก็กลับพาความอบอุ่นที่เขาลืมไปนานแล้วมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต มือใหญ่ยังคงจำความรู้สึกนุ่มนิ่มยามเมื่อได้กอดร่างโปร่งนั้นแทนหมอนข้างได้ดีก่อนที่เจ้าตัวจะกำมือจนแน่นเหมือนกับว่ากลัวความนุ่มนิ่มที่ระลึกถึงนั้นจะหายไป พร้อมส่งเสียงหึภายในลำคออย่างที่เคยทำเป็นประจำก่อนจะนำมือทั้งสองข้างมาปิดหน้าเอาไว้
“สมน้ำหน้าแล้วเจ้าโง่รีบอร์น...” เอ่ยเสียงแหบพร่าออกมาอย่างยากเย็น ด้วยความที่ทั้งสมน้ำหน้าและสมเพชตัวเองนั้นทำให้เจ้าของมือจิกลงไปยังใบหน้าของตัวเองเป็นการระบายไปอีกทาง... “แกมันโง่...โง่ที่ทำร้ายความรู้สึกเจ้านั่นและงี่เง่าที่คิดว่าเจ้านั่นจะรอแกตลอดไป”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากดวงตาสีรัตติกาล หาได้ยากนักที่จะทำให้เขาร้องไห้ออกมาแบบนี้ หากมันไม่เจ็บปวดจนไม่สามารถทำอะไรได้แล้วจริง ๆ เขาคงไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น...ไม่ว่าคนอื่นหรือแม้กระทั่งตัวเขาเอง จนเขาแทบจะลืมไปแล้วว่าการร้องไห้เขาร้องกันอย่างไร
ลืมความเจ็บปวดในการร้องไห้ว่ามันเจ็บปวดมากมายแค่ไหน
...และลืมว่ามันยากเย็นแค่ไหนกว่าที่จะกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
บางทีเขาก็แอบสงสัยนักว่าเหตุใดหยาดน้ำใสที่ไหลมาจากดวงตาเขียวอ่อนคู่นั้นถึงมีมากมายนักหนา ทำไมแรมโบ้ถึงชอบขี้แยและอ่อนแอจนเขานึกรำคาญทุกครั้งที่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบไม่ให้เขาเห็นน้ำตา
ตอนนี้เขารู้แล้ว
ผู้ชายโง่คนนี้เข้าใจทุกอย่างแล้ว
ว่าเขาเป็นต้นเหตุของหยาดน้ำใสนั่น
เมื่อใดไม่รู้ที่เขาเผลอหลับสู่ห้วงนิทรา หากเมื่อตื่นขึ้นมาเขาก็กลับพบว่าเช้าอรุณได้มาเยือนแล้วแถมเป็นเวลาเช้าตรู่อีกต่างหาก รีบอร์นลุกขึ้นมาพร้อมกับใช้นิ้วนวดขมับเพราะอาการแฮงค์เหล้าเมื่อคืนมันเล่นงานเขาจนปวดหัวตุบตับไปหมด ชายหนุ่มลืมตาอย่างขี้เกียจก่อนจะบิดตัวไล่ความเมื่อยขบออกจากร่างกายและสะบัดหัวอีกสองสามทีเป็นการปลุกสมองให้ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ทั้งที่ก็บ่อยไปที่จะแฮงค์จากการดื่มเหล้า แต่ครั้งนี้มันช่างเหนื่อยกว่าทุกครั้ง
เขายันตัวจะลุกขึ้นไปหาอะไรดื่มแก้แฮงค์หากก็ต้องล้มลงไปนั่งลงบนเตียงนุ่มเมื่ออาการปวดหัวจนเขานึกว่าสมองมันคงบีบม้วนตัวกันไปแล้วมันกำเริบขึ้น รีบอร์นนั่งนวดขมับตัวเองเพื่อเป็นการบรรเทาอาการปวดหัว หากเป็นเมื่อก่อนคงจะมีเจ้านั่นมาช่วยดูแลเขา หายาให้เขากินและทำทุกอย่างที่เขาบอกโดยที่ไม่มีคำบ่นใดหลุดออกมาจากปากบางสวยนั่น เพราะมันเป็นการทำด้วยความเต็มใจจากเจ้าตัว
แต่ตอนนี้และภายในห้องนี้...เวลาที่ไม่มีเจ้านั่น
เขากลับเห็นแต่ภาพแรมโบ้ลอยไปมาเต็มไปหมด
เขาพลาดไปแล้วจริง ๆ
รีบอร์นพยายามฝืนตัวเองให้เดินไปในห้องครัวจนได้ แม้จะโซเซไปมากหน่อยก็เถอะ...หากตอนนี้เขาก็ได้มายืนอยู่ตรงหน้าตู้เย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มือใหญ่เปิดตู้เย็นออกมาเพื่อหาอะไรดื่มหากก็เจอแต่กล่องนมเต็มไปหมด รีบอร์นนึกอยากจะก่นด่าเจ้าของกล่องนมพวกนี้หากก็พูดอะไรออกมาไม่ได้สักคำ เพราะกล่องนมพวกนี้นั่นหละยิ่งทำให้เขาคิดถึงเจ้านั่นเพิ่มมากขึ้นไปอีก
“ซื้อเก็บไว้ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่นา...เผื่อวันไหนนายอยากจะกินนมวัวมั่งไง”
คำพูดของแรมโบ้ดังออกมาภายในโสตประสาท เขายังจำใบหน้าตอนที่แรมโบ้พูดประโยคนี้ออกมาได้ดี รอยยิ้มหวานที่เวลานั้นเขาอยากจะเอากระสุนไปจ่อกะโหลกมันแทบแย่ หากเวลานี้เขากลับอยากจะได้รอยยิ้มนั้นมาครอบครองเสียเหลือเกิน มือใหญ่พลันคว้ากล่องนมวัวมาลองกลืนสักอึกหนึ่ง รสชาติที่ได้รับนั้นทำเอาเจ้าตัวถึงกับแสดงหน้าเหยเกออกมา เขาไม่รู้ว่าทำไมเจ้าวัวนั่นมันถึงชอบกินอะไรกันนักหนา...สงสัยเพราะเป็นวัวเหมือนกันเลยชอบกินพวกเดียวกันเสียกระมัง
รีบอร์นยอมกลืนนมวัวเข้าไปอีกอึกก่อนจะวางมันเก็บไว้ที่เดิม...รอเจ้าของตัวจริงมากินเจ้าพวกนมวัวกล่องไปให้หมด ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะมีวันนั้นหรือไม่ หลังจากนั้นเขาจึงเดินโซเซไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ หวังว่าน้ำเย็นจะช่วยให้เขาคลายอาการเมาค้างไปได้บ้าง ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่ร่างสูงคิดเมื่อหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วเขาก็หายเมาค้างไปได้เยอะพอตัว
สามสิบนาทีต่อมารถคันงามคันเดิมพร้อมเจ้าของรูปหล่อก็มาจอดภายในคฤหาสน์แกงค์มาเฟีย ก่อนที่เขาจะเดินไปทักทายหัวหน้ามาเฟียและขอตัวไปยังห้องพักผ่อนเพื่อชงกาแฟสำหรับยามเช้า รีบอร์นยืนพิงกำแพงพร้อมกับคนกาแฟเอสเปรซโซ่ในถ้วยอย่างเหม่อลอย ก่อนที่สายตาเขาจะไปปะทะกับแขกหน้าใหม่ที่เข้ามาภายในห้องพักผ่อนของสมาชิกวองโกเล่เช่นกัน
แขกยามเช้าดูตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่ามีใครยืนอยู่ในห้องก่อนแล้วเพราะรีบอร์นเห็นว่าเจ้าตัวสะดุ้งไปนิดนึงก่อนจะรีบกลับมาทำตัวเป็นปกติ บรรยากาศภายในห้องพักผ่อนเงียบจนน่าวังเวง ไม่มีเสียงใครพูดอะไรออกมาก่อน มีเพียงแค่เสียงช้อนกาแฟกระทบกับถ้วยใบน้อยเท่านั้นที่พอจะทำลายความเงียบนี้ได้
“แล้วโคโลเนลโล่หละ?” รีบอร์นเป็นคนทำลายความเงียบก่อนโดยเริ่มต้นบทสนทนาถามถึงเพื่อนรักที่น่าจะมาพร้อมกับคน ๆ นี้
“...กำลังขับรถมา” แล้วแรมโบ้ก็เงียบไปอีกพักใหญ่จนชายหนุ่มหล่อในชุดสูทดำถึงกับฟิลเกือบขาดอยากจะเข้าไปเขย่าไหล่บอบบางว่าทำไมถึงประหยัดคำพูดกับเขานัก
“แล้วทำไมแกไม่มาพร้อมกับเจ้านั่นหละ?” จิบกาแฟไปคำนึง ทั้งที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เรือนร่างบางที่เขาถวิลหาเหลือเกิน เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อที่จะบังคับไม่ให้ตัวเองเข้าไปคว้าแรมโบ้เข้ามากอด...แม้อยากจะทำแบบนั้นเหลือเกิน
แรมโบ้หยุดคนโกโก้ในถ้วยก่อนจะตอบเสียงเบา... “ฉันไม่อยากให้เขาลำบาก”
“.......................” เป็นฝ่ายรีบอร์นที่เงียบไป สายตาโหยหาร่างตรงหน้าปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัด หากอีกฝ่ายคงไม่รับเห็นเพราะว่าปีกของหมวกสีดำที่รีบอร์นใส่มันบดบังเอาไว้จากสายตาแรมโบ้
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังต้องการแรมโบ้
แม้ว่ามันจะทำให้เขารู้สึกผิดต่อเพื่อนรักขนาดไหน
หากเขาก็กลับหลอกตัวเองต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
“เงียบทำไมหละ?” ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มถามขึ้นพร้อมกับจิบถ้วยโกโก้ของตัวเองบ้าง
“ฉันไม่รู้จะพูดอะไร....” ...แม้จะพูดก็พูดออกไปไม่ได้
“...อย่างนั้นหรือ?” คนถามถามเสียงเบาหวิว
“แรมโบ้....” เสียงทุ้มเรียกชื่อคนที่เขาต้องการอยู่ทุกค่ำคืน คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนของเพื่อนรักเขาไปเสียแล้ว และดูเหมือนเจ้าของชื่อก็คงจะรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินชื่อตัวเองดังออกมาจากปากของเขา... “ฉัน.....”
ยังไม่ทันที่รีบอร์นจะได้พูดอะไรต่อ เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของแรมโบ้ก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะการสนทนา อีกฝ่ายผงกหัวขอโทษก่อนจะรีบรับโทรศัพท์ ตอบรับคำเพียงไม่กี่ครั้งจึงวางสายไปก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าเรียวรูปหล่ออีกครั้ง
“โคโลเนลโล่มาถึงแล้ว...” เจ้าตัวบอกเสียงเรียบ... “นายจะพูดอะไรหละ?”
ชายหนุ่มเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้าไปมาเป็นการปฏิเสธว่าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว... “แกไปเถอะ เดี๋ยวเจ้านั่นมันจะรอนาน”
“งั้นฉันไปนะ...” แรมโบ้โบกมือลาก่อนที่จะหันหลังเดินออกไปจนหายลับสายตารีบอร์น
ร่างสูงจิบกาแฟจนหมดถ้วยก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอีกครั้ง เขากดยิ้มมุมปากอย่างยากเย็นพลางก่นด่าตัวเองภายในใจที่เมื่อครู่เขาเกือบจะพูดความรู้สึกของเขาออกไป เขาไม่อยากให้แรมโบ้กังวลกับคำพูดของเขา และ...เขาไม่กล้าพอที่จะหักหลังเพื่อนรักตัวเอง
แม้ว่าเขาจะรักแรมโบ้ขนาดไหน
หากก็พูดคำว่า ‘รัก’ ออกไปไม่ได้
มันคงสายไปแล้วสินะ
สายไปแล้ว...
สายเกินไปกับความรู้สึกของเขา
......สายเกินกว่าที่เขาจะบอกรัก
The End of Part two
YuuYuu Talk :: จะโดนรุมสกัมมั้ยคะเนี่ย? อย่าน๊าาาา เค้าไม่ได้ตั้งใจเลย...(เรอะ?) แต่ขอบอกค่ะว่าพาร์ทรีบอร์นแต่งยากอย่างที่คิดไว้จริง ๆ เพราะว่าพาร์ทนี้มันเป็นความรู้สึกและอารมณ์ล้วน ๆ แถมเจ้าตัวรีบอร์นก็ดันเป็นคนปากแข็ง ปากหนัก แถมรักเพื่อนอีกต่างหาก เพราะงั้นมันเลยแต่งย๊ากยาก ยากมากกว่าจะบรรยายสิ่งที่เจ้านี่มันคิดได้
สนุกไม่สนุกติกันได้เลยค่ะ
น่าจะอีกสองพาร์ทก็คงจะจบกับเรื่องนี้ได้แล้ว ยู้จะได้ไปลัลล้ากับ 8059 ต่อ คิกคิก
edit @ 11 Nov 2009 22:40:09 by yoo Tagushita