[SF RL] Relation # Part 2

posted on 11 Nov 2009 22:23 by rupingfic in SF
Short Fiction  ::  Relation
Main  ::  Reborn x Lambo
Part   ::  Two
BGM  ::  สายตายาว -  แดน   http://music.yenta4.com/play/song_3556/
Author  ::  YuuYuu
Date  ::  2009.11.02





แสงทอสีทองประกายยามเช้าของอรุณนั้นถูกแต่งแต้มเต็มกำแพงสีขาวเรียบล้วน  เสียงนกร้องจิ๊บ ๆ ที่มันก็ร้องเหมือนเช่นเดิมทุกเช้านั้นกลับทำให้ร่างสูงโปร่งนั้นรู้สึกอารมณ์เสียไม่น้อย  ด้วยความที่เมื่อคืนนั้นเขาเองกว่าจะหลับลงสู่ห้วงนิทรานั้นก็ปาไปเกือบเช้า  พอตื่นขึ้นมาทั้งที่ยังนอนหลับไม่เต็มที่นั้นเลยทำให้อารมณ์พาลทุกอย่างมันปะทุขึ้นมา  รวมถึงเอาเรื่องที่เขาคิดจนนอนไม่หลับนั้นมาพาลใส่สิ่งรอบตัวด้วย  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็นหรือได้ยินนั้นมันช่างน่ารำคาญนัก  หากสิ่งที่เด่นที่สุดในความคิดนั้นกลับเป็นผมสีน้ำเงินเข้มดั่งมหาสมุทรกับดวงตาสีเขียวมรกตใสวิบวาว

ไอ้เจ้าวัวนั่น...

รีบอร์นนึกถึงแววตาสีมรกตใสที่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำใสที่คลอเบ้าตาเมื่อคืนนั่น  ก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียมากขึ้น  หากไม่รู้ว่าที่อารมณ์เสียนั้นเพราะหยาดน้ำตาใสที่ไหลจากดวงตาสวยนั่นหรือเพราะอย่างอื่น  เขารู้แค่ว่าหลังจากที่แรมโบ้และโคโลเนลโล่วิ่งออกไปจากร้านแล้วนั้น  เขาก็ไม่มีจิตใจพอที่จะอยู่ต่อหรือแม้แต่จะกินเหล้า  ไม่รู้หรอกนะว่าทำไม  รู้แค่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในขณะนั้นมันช่างขัดหูขัดตาและขัดใจเขาเหลือเกิน  พอออกมาจากร้านเหล้าเจ้าประจำเขาก็ตรงดิ่งกลับบ้านแล้วก็มานอนคิดถึงเรื่องของเจ้าวัวบ้านั่น...

น้ำตานั่นมันทำให้เขาหงุดหงิดเหลือเกิน

หากนักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งวองโกเล่ก็กลับส่งเสียงหึในลำคอเช่นทุกครั้งที่ทำเมื่ออยากปัดสิ่งที่มากวนใจ  เขาลุกขึ้นไปอาบน้ำชำระกายให้สบายใจเพื่อที่จะเดินทางไปยังคฤหาสน์วองโกเล่    ทั้งที่ภายในใจลึก ๆ ของรีบอร์นนั้นกลับรู้สึกไม่สบายใจโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึก  เพียงเพราะว่าเจ้าตัวแค่ทำเป็นไม่สนใจที่จะนึกถึงก็เท่านั้นเอง

เดี๋ยวพอวันนี้เขาก็จะเห็นเจ้าแรมโบ้มายืนส่งยิ้มให้เขาเหมือนเคย
หรือไม่ก็...อาจจะหาเรื่องอะไรมาให้เขายัดลูกกระสุนใส่หัวมันอีกนั่นหละ

ก็มันเป็นอย่างนี้ทุกทีสินะ



ไม่นานเท่าไรนักรถคันงามของนักฆ่าอันดับหนึ่งก็มาจอดในคฤหาสน์ของวองโกเล่  หากระหว่างทางที่จะเดินเข้าไปในตัวคฤหาสน์นั้นเขาก็เห็นชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มที่จำได้จนชินว่าเป็นแรมโบ้  ชายหนุ่มกระหยิ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าไปหาจุดหมายที่ยืนเงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งวันนี้ก็ยังคงส่องแสงแดดจ้าจนแสบตาเช่นเคย...อย่างที่เขาคิดเลยว่าเจ้าวัวโง่มันก็คงมาให้เขายัดลูกกระสุนใส่หัวเหมือนเคย 

“มาทำอะไรหละวันนี้?” เขาถามเสียงเรียบตามเคยซึ่งมันคงเป็นเอกลักษณ์ไปเสียแล้ว...  “ไม่เห็นแกจะโผล่หัวมาสักครั้งถ้าไม่มีงาน” เขาถามด้วยความสงสัย  ดวงตาสีดำสนิทนั้นจ้องไปยังดวงหน้าใส
“...รีบอร์น.....” ดูเหมือนว่าร่างโปร่งผมสีน้ำเงินเข้มดั่งทะเลนั้นกลับรู้สึกตกใจนักที่ไม่คาดว่าจะได้มาปะหน้ากับคนที่ไม่อยากเจอ  หากสีหน้าตกใจนั้นก็อยู่เพียงแค่ชั่ววูบเมื่อแรมโบ้กลับมาตีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม...  “ฉัน...ฉันมา......” แม้สีหน้าจะเรียบเฉยหากมันก็ไม่ได้กลบน้ำเสียงสั่นเครือที่เจ้าตัวกำลังคิดหาคำตอบที่ดีพอให้คนตรงหน้าฟัง
“เขามากับฉันหนะเว้ยเฮ้ย” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นข้างหลังรีบอร์นก่อนที่เจ้าตัวผมสีทองพร้อมตาสีฟ้าใสนั้นจะส่งยิ้มกว้างเห็นฟันขาวมาให้

รีบอร์นเลิกคิ้วข้างนึงขึ้นมาด้วยความสงสัยที่เห็นว่าเจ้าวัวบ้ามันมากับเพื่อนเขา  มันช่างเป็นอะไรที่ผิดปกติมากนัก  ในเมื่อเพื่อนเขากับไอ้วัวนี่มันก็ไม่ได้สนิทอะไรกันมากมายนัก  เพราะทุกครั้งเขาก็เห็นไอ้วัวบ้าเดินตามหลังเขาต้อย ๆ ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้  จึงอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นโคโลเนลโล่พูดออกมาเช่นนั้น 

“วันนี้เรียวเฮมันเรียกฉันมา  ฉันก็เลยพาแรมโบ้มาด้วย” คว้ามือนุ่มมาจับไว้ยิ่งทำให้รีบอร์นสงสัยมากขึ้นไปอีก  หากยังไม่ทันจะถามอะไรที่สงสัยไป  เพื่อนรักก็จัดการตอบให้เสร็จสรรพเหมือนล่วงรู้สิ่งที่เขาคิดไว้ในใจ...  “ฉันคงไม่ได้บอกนายใช่มั้ยเว้ยเฮ้ยว่าฉันคบกับแรมโบ้แล้ว”

รีบอร์นไม่ได้พูดอะไรออกไปหากกลับแย้มยิ้มขึ้นมาเหมือนมันเป็นเหตุการณ์ปกติที่จะได้ยินเพื่อนรักเขาคบกับแรมโบ้  หากแววตาสีรัตติกาลกลับตวัดไปมองดวงหน้าเรียวใสที่ได้แต่ยืนเงียบไม่ได้พูดอะไรออกไปเช่นกัน  เขาสังเกตเห็นดวงตาสีเขียวมรกตทั้งสองดวงนั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยทั้งที่ปกติดวงตาข้างขวาจะหลับเอาไว้  เหมือนกับแรมโบ้เองก็ไม่คาดคิดว่าโคโลเนลโล่จะกล้าพูดออกมาเช่นนี้ต่อหน้าเขา

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ต้องแสดงความยินดีด้วยสินะ...” ยังคงพูดราบเรียบตามสไตล์เช่นเดิม  หากสายตาเย็นยะเยือกนั้นกลับถูกส่งผ่านไปยังชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้ม  ทั้งที่รอยยิ้มนั้นถูกส่งผ่านไปยังชายหนุ่มผู้มีดวงตาสีฟ้าใส...  “ฉันต้องขอตัวก่อน”
“วันหลังไปกินเหล้ากันนะเว้ยเฮ้ย” เพื่อนรักชวนเสียงใสอย่างคนมีความสุข

ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำประจำตัวพร้อมกับหมวกปีกกว้างนั้นพยักหน้าให้ทีนึงก่อนจะเดินแยกไปยังห้องทำงานของวองโกเล่รุ่นที่สิบ  โดยที่ทิ้งเพื่อนรักกับแรมโบ้เอาไว้เบื้องหลัง  แม้คำพูดหรือการกระทำของเขาจะยังปกติเหมือนเคย  หากคราวนี้รีบอร์นกลับรู้สึกโหวงภายในใจของเขาเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้นจากโคโลเนลโล่

ก็เป็นอย่างที่เขาคิดไม่ใช่หรือ
เพื่อนรักของเขาจะได้มีความสุขสักที


...แล้วเขาจะรู้โหวงในใจไปทำไมกัน?


ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ  รีบอร์นก็เดินมาถึงหน้าห้องทำงานของวองโกเล่รุ่นที่สิบเสียแล้ว  เจ้าตัวเคาะประตูสามครั้งเพื่อเป็นมารยาท  ทั้งที่ปกติเขาเองก็ไม่เคยเคาะด้วยซ้ำ  ทันทีที่ได้ยินเสียงตอบรับจากคนภายในห้องนั้น  รีบอร์นจึงบิดลูกบิดประตูเข้าไปภายในห้องที่ตอนนี้เจ้าของห้องกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่

“อ้าว...รีบอร์นเองหรอกเรอะ” สึนะโยชิเองยังอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นรีบอร์นเป็นคนเคาะประตู
“เป็นไงบ้าง? งานเยอะมั้ย?” ถามทั้ง ๆ ที่รู้ว่างานของวองโกเล่รุ่นที่สิบเยอะเพียงใด 
“ก็อย่างที่นายเห็น...งานฉันมันก็เยอะทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง” สึนะหัวเราะเล็กน้อยกับอาการหลุด ๆ ของรีบอร์น  เพราะปกติแล้วนักฆ่าตรงหน้าไม่เคยจะถามไถ่อะไรแบบนี้หรอก...  “มีธุระหรือไง?”
“ไม่นี่...ไม่ได้มีธุระอะไรกับใครหรอก” เขาตอบเสียงเรียบ  ก่อนจะหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางอ่าน  ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าวองโกเล่แอบหัวเราะกับคำพูดและท่าทางของอดีตครูสอนพิเศษในวันนี้

หลุดกว่าที่คิดไว้อีกแฮะ...สึนะแอบคิดและขำอยู่ในใจ

“นายคงยังไม่ลืมว่าฉันอ่านใจคนได้” น้ำเสียงเย็นยะเยือกของรีบอร์นทำให้นภาหนุ่มถึงกับสะดุ้งก่อนจะรีบทำเป็นอ่านเอกสารอย่างตั้งใจอีกครั้ง  นักฆ่าอันดับหนึ่งลอบถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะปิดหนังสือพิมพ์ที่ยังไม่ได้อ่านสักตัวนั้นวางไว้ที่เดิม  หลังจากนั้นจึงเดินไปยังหน้าต่างใสบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างหลังโต๊ะทำงานของสึนะ  สายลมพัดพาผ่านไปจนทำให้ใบไม้สั่นไหว  ดวงตาสีรัตติกาลจ้องจับท้องนภาฟ้าใสนั้นอย่างเหม่อลอย

วันนี้มันเงียบผิดปกติกว่าทุกวันนัก  จะว่าไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายก็ไม่ใช่เพราะมันก็สงบสุขแบบนี้อยู่ทุกวัน   หากที่เขากำลังมองหานั่นจะใช่สิ่งที่มันขาดหายไปหรือเปล่านะ  รีบอร์นนึกถึงรอยยิ้มใสของคนที่มีดวงตาสีมรกตใสหรือแม้แต่เสียงหัวเราะหรือไม่ก็เสียงพูดไร้สาระของแรมโบ้  แม้มันจะค่อนข้างรำคาญหูเขาไปสักนิด  หากมันก็ทำให้ชีวิตเขามีสีสันมากกว่าการอยู่เงียบ ๆ แบบนี้

แต่มันก็คงเป็นอดีตไปแล้ว...
ก็เจ้าวัวบ้านั่น...มันคบกับโคโลเนลโล่ไปแล้วนี่นา

แรมโบ้คบกับเพื่อนรักของเขา

เขาก็ควรจะมีความสุขสิ...
...แล้วอาการปวดหนึบที่หัวใจนี่คืออะไรกัน?

นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งวองโกเล่เหลือบไปมองเห็นคนสองคนที่อยู่ภายในสวนหย่อมหลังคฤหาสน์วองโกเล่   ทั้งคู่กำลังหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนานโดยที่มืออุ่นยังคงประสานกันไว้  เขาจำผมสีทองของเพื่อนรักเขาได้และข้างกายของโคโลเนลโล่ก็คงไม่ใช่ใครอื่นไกลนอกจากไอ้วัวงี่เง่าแรมโบ้  น่าแปลกที่เขากลับมองเห็นใบหน้าเรียวใสของผู้พิทักษ์อัสนีได้แจ่มชัดนักเฉกเช่นร่างโปร่งอยู่ใกล้สายตา  รอยยิ้มกว้างที่ส่งให้คนข้างกายนั้นเด่นชัดมากในสายตาของรีบอร์น 

“บางครั้งชีวิตเราก็เล่นตลกนะ” เสียงหวานใสของรุ่นที่สิบเอ่ยขึ้นข้างกาย  ทำให้รีบอร์นหันมามองด้วยความสงสัยในคำพูดของคนข้างกาย  หากหัวหน้ามาเฟียก็ยังคงมองแผ่นท้องนภาเช่นเดิม...  “ถ้านายไม่เห็นค่าของที่นายรัก  มันก็จะหลุดลอยออกไป”
“...นั่นสินะ” รีบอร์นกดยิ้มมุมปากส่งให้สึนะ  ก่อนจะหันไปมองแผ่นผืนฟ้าเช่นเดียวกัน...  “มันคงหลุดไปจากฉันแล้วหละมั้ง”
“ถ้านายไม่รีบจับมันก่อนที่จะหลุดไป  นายก็จะจากมันไปตลอดกาล”
“ไม่ทันแล้วหละสึนะ...” เสียงรีบอร์นสั่นเครือ  แม้เพียงน้อยนิดนักหากคนที่อยู่ด้วยกันมานานอย่างสึนะก็ยังคงรับรู้ได้ถึงท่าทางน่าเป็นห่วงแบบนี้  แววตาที่แสดงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจถูกส่งออกมาโดยที่เจ้าตัวไม่ทันจะได้รู้สึก...  “ฉันทำมันหลุดไปแล้ว”
 
รีบอร์นเดินออกมาจากห้องทำงานของสึนะหลังจากที่ทั้งคู่เงียบกันไปพักใหญ่  เขาจึงรู้สึกว่าเขาจะทำให้บรรยากาศในห้องทำงานเสียเปล่า ๆ  เลยเดินออกมายังด้านหน้าของคฤหาสน์วองโกเล่  อย่างน้อยต้นไม้และอากาศของฤดูใบไม้ร่วงก็คงจะพอทำให้เขารู้สึกดีขึ้นไม่มากก็น้อย  ร่างสูงเดินไปพิงหลบแสงแดดแรงกล้าที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ก่อนจะมองกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างเหม่อลอยไม่ได้สนใจในอะไรมากนักตามนิสัย  จนสายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างสูงโปร่งที่เห็นจนเจนตาซึ่งตอนนี้ไม่มีชายหนุ่มดวงตาสีท้องฟ้าอยู่เคียงข้างกาย  ดวงตาสีรัตติกาลจับจ้องแผ่นหลังของคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา  หากมันกลับรู้สึกว่าไกลกว่าทุกครั้งที่เขามองนัก

ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเจ้าวัวงี่เง่านั่นมันถึงค่อย ๆ ห่างเขาไปเรื่อย ๆ...
...ห่างจนเขารู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว

ไม่ทันได้คาดคิดเมื่อคนที่โดนจับจ้องหันมายังชายหนุ่มที่ยืนพิงใต้ต้นไม้  แววตาคมจึงจับจ้องประสานกับดวงตาสีเขียวอ่อนพอดิบพอดี  รีบอร์นมองเห็นดวงตาสีมรกตนั้นสั่นไหวทั้งที่ระยะห่างที่ยืนนั้นไม่น่าจะสังเกตเห็นได้ถึงขนาดนี้  หรือเพราะว่าเขาได้จดจำรูปร่างท่าทาง...หรืออาจจะทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวกับคนที่ยืนมองหน้าเขาจนขึ้นใจ  ก่อนที่จะจ้องกันนานไปกว่านี้รีบอร์นจึงตัดบทโดยการดันหมวกสีดำปีกกว้างใบเก่งของเขาลงปิดพ้นสายตาที่เขาจะมองเห็นแรมโบ้ได้พร้อมกับเดินจากไป

เขากลัว...
กลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นว่าแววตาเขาสั่นไหวเพียงใดยามจ้องสบตากับดวงตามรกตนั่น


***********************************


ค่ำคืนราตรีอันยาวนานก็มาถึง  ร้านรวงมากมายเปิดแข่งกันเพื่อให้นักท่องราตรีได้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยหมุนเปลี่ยนเวียนสภาพการเงินให้คล่องตัว  นักฆ่าอันดับหนึ่งในชุดสูทสีดำสนิทเดินเข้าไปยังร้านเหล้าเจ้าประจำ  เขานั่งลงที่บาร์ก่อนจะพยักหน้าให้บาร์เทนเดอร์รับรู้ว่าขอเป็นเหล้าแบบเดิม  ไม่นานนักน้ำจันสีน้ำตาลไหม้ก็ถูกตั้งไว้ตรงหน้าร่างสูง  เพียงกรอกเข้าปากรวดเดียวก็หมดแก้ว  หากไม่ช้านักเมื่อแก้วที่สองก็ถูกตั้งไว้ตรงหน้าชายหนุ่มแทนแก้วแรก

“เครียดมากหรือเจ้าหนู?”

รีบอร์นหันไปทางผู้นั่งใหม่ที่หย่อนตัวลงข้าง ๆ เขา  ไม่มีใครที่ไหนเรียกเขาว่า ‘เจ้าหนู’ ตั้งแต่ตอนเป็นอัลโกบาเลโน่จนตอนนี้เขาปลดคำสาปได้แล้วนอกจากผู้พิทักษ์พิรุณ  ยามาโมโตะ ทาเคชิ

“คืนนี้มาได้ไง? เจ้านั่นมันไม่ว่าเอาเหรอ?” เจ้านั่นของรีบอร์นก็คือสโมคกิ้งบอมบ์ โกคุเดระ ฮายาโตะ นั่นเอง
“โดนเบียงกี้ขอตัวเอากลับไปบ้านแล้ว...” รอยยิ้มเท่ห์ยังคงอยู่เหมือนเดิม...  “นาน ๆ มากินเหล้าที  ไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
“อืม...” รีบอร์นโคลงแก้วเล่นอย่างคนไม่มีอะไรทำ  เขาเหม่อลอยมองน้ำเหล้าที่อยู่ในแก้วนั้นนานสองนาน  ก่อนจะถูกเรียกให้ออกมาจากภวังค์ที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมา  ชายหนุ่มหันไปมองใบหน้าคมของยามาโมโตะก่อนจะเลิกคิ้วข้างนึงเพื่อเป็นการถามที่เรียกเขา
“วันนี้ไม่มีหญิงคนไหนมาควงแขนหรือไง?  แปลกนะที่จะเห็นนายจะมานั่งกินเหล้าอยู่คนเดียว” พูดทีเล่นทีจริงไม่หวั่นว่าคนถูกแซวจะยัดกระสุนกรอกปาก
“ไม่อยากได้ผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษนี่  ทุกครั้งที่ควงก็แค่คืนเดียว” พูดเสียงเรียบเฉย  หากนั่นก็ไม่ได้ทำให้ผู้พิทักษ์พิรุณจะหยุดหัวเราะได้เลย...  “ต่อให้จะมาทำดีกับฉันแค่ไหน  ฉันก็ทนได้นานมากสุดก็สามคืน”
“ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะพอดีกับนายเลยสินะ...” ยามาโมโตะกรอกเหล้าเข้าปากไปอึกหนึ่งก่อนจะเริ่มต้นบทสนทนาต่อ...  “พอดีกับดีพอหนะ  มันต่างกันนะเจ้าหนู”

รีบอร์นหันหน้าไปทางคนข้างกายด้วยความสงสัยและอยากรู้ว่าสิ่งที่ยามาโมโตะพยายามจะสื่อคืออะไร  หากเขาก็ไม่ได้ถามไปตรง ๆ เมื่อเจ้าของประโยคเป็นคนเริ่มพูดอีกครั้ง

“อย่างเรื่องของฉัน...แม้ว่าฉันจะได้เจอใครคนไหนที่เขาดีกับฉันทุก ๆ อย่าง  หากมันก็ไม่ได้เติมเต็มในส่วนที่ฉันขาดหายไปได้  กลับกัน...ฉันคิดว่าฮายาโตะเป็นคนที่พอดีกับฉัน  แม้เขาจะไม่ได้ดีในทุก ๆ เรื่อง  หากมันก็กลับพอดีในสิ่งที่ฉันขาดหายไปได้” พิรุณพูดไปยิ้มไปด้วยความคิดถึงชายหนุ่มผมสีเงินที่ตอนนี้คงโดนพี่สาวแกล้งเล่นอย่างสนุกสนาน...  “นายอาจจะมองข้ามคนที่เขาพอดีกับนายไปก็ได้...”

คนที่...พอดี...กับเขาหนะหรือ?

ดวงตาสีเขียวใสดุจมรกตนั้นแวบขึ้นมาในห้วงคำนึง  รีบอร์นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าดวงตาคู่นั้นเป็นของใคร  หากเขากลับทำเพียงแค่ส่งเสียงหึออกมาจากภายในลำคอเท่านั้น  แม้มันจะยากเย็นเพียงใดก็ตามที่พยายามจะทำให้ยามาโมโตะไม่รู้ว่าเขากำลังปวดก้อนเนื้อที่อกด้านซ้ายซึ่งตอนนี้นั้นบีบตัวจนเขาปวดใจแค่ไหน  ดวงตาสีรัตติกาลสั่นไหวดั่งหัวใจที่กำลังหวั่นไหวกับการเสียคน ๆ นึงไป 

เพราะตัวเขาเอง...
...ที่เป็นคนทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้

ก๊งกันไปอีกไม่กี่แก้วรีบอร์นจึงเป็นฝ่ายขอตัวกลับก่อน  เขาไม่อยากจะดื่มมากไปกว่านี้เพราะเกรงจะขับรถกลับบ้านไม่ได้  แม้ผู้พิทักษ์แห่งพิรุณจะยื้อดึงพร้อมเสนอขับรถไปส่งให้ก็ตาม  หากนักฆ่าหนุ่มก็ปฏิเสธอย่างไม่ให้เสียน้ำใจพร้อมกับขอตัวกลับ  ก่อนจะขับรถคันงามกลับไปตามเส้นทางกลับบ้านของตัวเขาเอ