[SF 8059] My WIND and Your RAIN

posted on 03 Dec 2009 23:22 by rupingfic in SF

Short Fiction  ::  My WIND and Your RAIN
Main  ::  Yamamoto x Gokudera [8059]
Part  ::  one
BGM  ::  นี่เธอไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ - 7O'clock
Author  ::  YuuYuu
Date  ::  2009.12.03




ก้อนเมฆสีเทาที่เหมือนจะรองรับน้ำจำนวนมากนั้นลอยเอื่อยเฉื่อยอย่างเกียจคร้านพร้อมส่งเสียงครืน ๆ ดังมาเป็นระยะ  หากเวลาผ่านไปเพียงไม่นานนักเม็ดหยาดฝนก็ร่วงพรูลงมาจากท้องฟ้าเป็นผลให้คนที่นั่งเงยหน้ามองท้องฟ้านั้นได้แต่แสดงสีหน้าที่ดูพออกพอใจไม่น้อยกับการที่ได้เห็นหยาดฝนร่วงรินลงมา  ก่อนที่จะได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้นข้างหูเขา

“อ้าว...แกมาทำอะไรหน้าห้องฉันวะ?” เจ้าของห้องถามอย่างแปลกใจเมื่อเปิดประตูออกมาเห็นร่างสูงนั่งพิงกำแพงอยู่หน้าห้องเขา  หลังจากนั้นเด็กหนุ่มที่นั่งรอจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“มารอนายไง...” ประโยคสั้น ๆ แต่ได้ใจความของผมนั้นทำให้เขาอดแปลกใจได้ไม่น้อย  หากมันก็แค่แวบเดียวเท่านั้น  หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนสีหน้าเหมือนรำคาญผมเสียเกินทน  หากผมก็ยังคงส่งรอยยิ้มกว้างตามแบบฉบับของผมไปให้เขา...เหมือนทุกครั้งที่ผมยิ้มให้เขา

รอยยิ้มที่ให้เขาเพียงผู้เดียว

“ฝนตกหนัก  ฉันรู้ว่านายคงไม่มีร่ม...ใช่มั้ยหละ?” ผมชูร่มสีฟ้าคันใหญ่ในมือให้ดูก่อนจะใบ้บุ้ยไปทางข้างนอกที่เม็ดฝนขนาดพอเหมาะกำลังกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย  หลังจากนั้นก็ส่งรอยยิ้มไปให้เขาเช่นเดิมแม้ว่าใบหน้าเขาจะหงุดหงิดเพียงใดก็ตามที
“ไม่ใช่ไม่มี  แค่ยังไม่ได้ซื้อต่างหละไอ้เจ้าบ้าเบสบอล” เถียงคำไม่ตกฟากได้อีก...
“แล้วมันต่างกับไม่มียังไงหละ?” ผมยิ้มกลั้วหัวเราะจนตาปิด

การแกล้งคน ๆ นี้นั้นก็เหมือนกับเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของผมเชียวหละ  เพราะว่าตั้งแต่รู้จักกันมาไม่ผมแกล้งเขาก่อน  ก็เขานั่นหละที่มาหาเรื่องผมก่อน  จะว่าแปลกก็น่าจะใช่...เพราะถ้าวันไหนผมไม่ได้ยินเสียงเขาด่าผม  คืนนั้นผมก็อาจจะนอนไม่หลับก็ได้นะ  เอาอีกแล้วหละครับ...ตาสีเขียวดุจมรกตของเขากำลังจ้องผมจนแทบจะฉีกเนื้อผมเป็นชิ้น ๆ ออกมาได้เสียแล้ว  

“งั้นเราไปรับสึนะกันเถอะนะ...ฝนตกหนักกว่าจะเดินไปถึงคงใช้เวลานานกว่าปกติ” ผมรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนจะฉวยข้อมือขาวของเขาเพื่อเป็นการดึงให้เขามาเดินเคียงข้างกับผม  แม้ว่าเจ้าของข้อมือจะพยายามบิดม้วนเพื่อต้องการอิสระจากการที่ผมจับข้อมือเขาอยู่
“ไอ้บ้าเบสบอล!!!  จะมาจับฉันทำไมเล่า  เดินเองเป็นเว้ย” แล้วเขาก็บิดข้อมือออกจนเป็นอิสระได้สำเร็จ  ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็นผมเองที่ปล่อยข้อมือเขาไป  
“ก็กลัวนายล้มหนะสิ...” ผมแถไปเรื่อย  ทั้งที่ความจริงแล้วผมก็แค่อยากจะจับมือเขาเดินก็เท่านั้น

ร่างสูงโปร่งเจ้าของผมสีเงินเส้นเล็กบ่นกระปอดกระแปดพอให้ผมได้ยิน  หากผมก็ยังคงทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินคำบ่นอะไรของเขา  ความจริงแล้วที่ผมมารับเขาในเช้าวันนี้ก็ไม่ได้มีเหตุผลเพราะเพียงแค่ฝนตกเท่านั้นหรอกครับ  ฝนตกอาจจะเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้ผมเนียนมารับเขาถึงหน้าห้องพักได้โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่มีร่ม...และไม่คิดจะซื้อ(เหตุผลหลังผมไม่กล้าบอกให้เขารู้หรอก)  หากผมเองก็มีเหตุผลมากมายที่ยังคงเก็บภายในใจ

เหตุผลที่คนตัวเล็กข้างกายไม่เคยได้รับรู้
และผมก็ไม่อยากให้เขารับรู้

“ไม่รู้จะมารับทำไม? ฉันเดินไปเองก็ได้  ไม่เห็นต้องลำบากแกเลยด้วยซ้ำ...ฉันหนะมือขวารุ่นที่สิบนะเฟ้ย  จะมากลัวฝนอย่างนี้ได้ที่ไหนกัน” เขาก็ยังคงบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุดสักที  ผมหละอยากจะถามเขาจริง ๆ ว่ามือขวามาเฟียไหนมันขี้บ่นเหมือนเขาคนนี้บ้าง
“แล้วถ้านายเป็นหวัด  สึนะก็ต้องห่วงนาย...อย่างนี้จะเป็นมือขวาที่ดีได้ยังไงกันโกคุเดระ?” ผมหยอกประโยคเหน็บเขาเล่น ๆ แบบไม่คิดอะไร  ทั้งที่ความจริงแล้วถ้าเขาเป็นหวัด...คนที่ห่วงเขามากที่สุดจะเป็นใครไปได้นอกจากผม  

ฝนตกลมแรงแบบนี้ให้ร้อยทั้งร้อยว่าถ้าเขามาเองก็คงจะได้อาการปวดหัวไข้ขึ้นไปโรงเรียนเป็นของแถมด้วยแน่นอน  เพราะอย่างนั้นผมถึงมารับเขาไปโรงเรียนด้วย  แม้จะค่อนข้างเสี่ยงกับการโดนฝนสาดก็เถอะ  ยังไงผมก็ยังไม่ไว้ใจให้โกคุเดระเดินไปรับสึนะโดยที่ตากฝนไปแน่นอน

แล้วโกคุเดระจะรู้บ้างมั้ยนะว่าผมห่วงเขามากขนาดนี้...
ห่วงเขามากกว่าใครที่ผมรู้จัก


เขาจะรู้บ้างหรือเปล่าว่าเพื่อนคนนี้ของเขาเปลี่ยนไป...?


แล้วผมกับเขาก็เดินเคียงข้างกันมาจนถึงหน้าบ้านสึนะ  ไม่ทันไรลูกชายของบ้านซาวาดะก็เดินถือร่มออกมาอย่างเร่งรีบพร้อมกับกล่าวขอโทษที่ต้องทำให้พวกผมคอย  แม้ผมจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตาม  ก่อนที่เราทั้งสามคนจะเดินย่ำน้ำฝนไปยังโรงเรียนนามิโมริ  โดยตลอดทางก็ยังคงมีคนที่บอกว่าตัวเองเป็นมือขวารุ่นที่สิบบ่นเสียงดังว่าไม่ชอบฝนบ้างเอย  เกลียดฝนบ้าง  แถมยังหันมาหาเรื่องผมราวกับว่าผมเป็นคนเนรมิตให้ฝนตก  เขาก็เลยต้องมาติดแหงกในร่มกับผม

“ก็เพราะนายเป็นพิรุณนั่นหละ  เลยเป็นตัวเรียกฝน” คนตัวเล็กข้างกายผมจัดการโยนความผิดมาให้ผมเสียอย่างนั้น  โดยมีเสียงหัวเราะของสึนะดังท่ามกลางสายฝน
“ถ้าฝนตกเพราะฉัน  งั้นนายที่เป็นวายุหละ...ไม่ได้ทำให้ฝนตกหนักกว่าเดิมหรือไง?” ผมเถียงเขากลับพร้อมกับยักคิ้วส่งให้อย่างท้าทาย

เจ้าตัวมือขวารุ่นที่สิบทำได้แต่โกรธจนตัวสั่นเพราะทำอะไรผมไม่ได้  หลังจากนั้นภายในเวลาอันรวดเร็วดอกไม้ไฟทั้งเล็กใหญ่ก็ปรากฏอยู่ที่ง่ามนิ้วของโกคุเดระ  หากก่อนที่เขาจะพูดประโยคสุดซ้ำอย่าง ‘ดับไปซะ!!!’ ผมก็จัดการดักคอเขาขึ้นมาก่อนที่เขาจะโยนดอกไม้ไฟมาใส่ผม...  “เฮ้...ถึงนายเล่นดอกไม้ไฟตอนฝนตกมันก็ดับอยู่ดีนั่นหละ”

“โกคุเดระคุงงงง...อย่าระเบิดกันเองเซ่” สึนะห้ามทัพก่อนที่ระเบิดมันจะได้ลงมานอนแทบเท้าของผมจริง ๆ
“ถ้ารุ่นที่สิบขอร้อง  ผมก็จะยอมฟังครับ” เสียงหวานหันไปพูดอ่อนน้อมกับสึนะพลางเก็บระเบิดเข้าภายในเสื้อ  ก่อนจะหันมาทำตาหาเรื่องใส่ผมพลางแยกเขี้ยวยิงฟัน...  “เพราะรุ่นทิ่สิบขอร้องเอาไว้หรอกนะ  เพราะฉะนั้นแกต้องขอบคุณรุ่นที่สิบรู้หรือเปล่า?”
“โอ้...ขอบใจนะสึนะ” ผมหันไปขอบใจสึนะก่อนที่คนตัวเล็กจะแยกเขี้ยวจนมันงอกออกมาจริง ๆ  บางทีผมเองก็รู้สึกว่าเจ้าแมวอุริเองก็เหมือนกับเจ้าของเหมือนกัน

ก็ทั้งแยกเขี้ยว(ใส่เจ้าของ) ทั้งข่วนหน้า(เจ้าของ)  แต่มันก็กลับน่ารักในบางที...
เจ้านี่เองก็เหมือนกับอุรินั่นหละครับ  แม้จะทำท่าแยกเขี้ยวกวนโทสะผมในบางที

แต่ว่าก็แฝงความน่ารักเอาไว้ในตัว
ไม่นานนักเราสามคนก็ถึงโรงเรียน  ทั้งผมและสึนะเองก็ต่างตอบรับคำทักทายของเหล่าเพื่อนฝูงที่ส่งคำทักทายยามเช้ามา  มีเพียงแค่คนที่มีผมสีเงินเท่านั้นที่ไม่ยอมตอบรับคำทักทายใครเลยสักคนแม้หลายคนจะพยายามทักทายเขาก็เถอะ  ผมส่ายหน้าเพียงเล็กน้อยกับการกระทำของโกคุเดระ  ก็พอรู้อยู่บ้างว่าเขาจะสนใจแค่สึนะคนเดียว  แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีมนุษย์สัมพันธ์กับคนบ้าง

แต่ก็นั่นหละครับ...นิสัยเขา

สายลมยังคงโหมกระหน่ำอย่างไม่หยุดหย่อนแถมไม่ซาลงแม้แต่น้อย  ผมมองออกไปนอกหน้าต่างที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเมฆสีดำจะเพิ่มจำนวนการก่อตัวขึ้นเยอะมากจนผมมั่นใจว่าพายุได้พัดเข้าสู่เมืองนามิโมริเรียบร้อยแล้ว  และท่าทางจะตกไปถึงกลางคือเสียด้วย  หลังจากนั้นผมก็ฉุกคิดถึงเจ้าของผมสีเงินซึ่งตอนนี้นั่งเอามาขึ้นมาเกยโต๊ะตามแบบฉบับ  ไม่ได้เกรงใจอาจารย์ที่สอนหน้าห้องแม้แต่น้อย  เจ้าตัวเกลียดฝนขนาดนี้ถ้ารู้ว่าฝนตกทั้งวันคงได้หาเรื่องเอาดอกไม้ไฟมาปาใส่ผมเนื่องจากผมเป็นพิรุณแน่แท้

แต่เอ๊ะ...พายุมันพัดเข้าเมืองนามิโมรินี่นา
นั่นก็เพราะว่าเขานั่นหละที่เป็นตัวการทำให้ฝนตกหนัก

ถ้าผมย้อนกลับไปอย่างนี้  ผมจะโดนดอกไม้ไฟปาใส่หัวหรือเปล่านะ?

ฉับพลันนั้นเจ้าของผมสีเงินก็หันมาทางผม  ผมก็เลยทำเป็นเบือนไปมองอาจารย์หน้าห้องที่กำลังอธิบายสมการเลขด้วยเสียงชวนนอนยิ่งนัก  ท่าทางเขาจะจับได้ว่าผมแอบมองเขาอยู่

แล้วโกคุเดระจะจับได้ถึงสายตาที่ผมมองเขามั้ยนะ
...เขาจะรู้หรือเปล่าว่าใจผมเต้นแรงแค่ไหนยามเขาสบตา

คาบพักกลางวันก็มาถึง  พวกเราทั้งสามคนมานั่งกินข้าวกันในห้องเรียนแทนที่จะเป็นดาดฟ้าเนื่องจากสายฝนยังคงตกไม่ลืมหูลืมตาราวกับจะตกให้น้ำท่วมนามิโมริกันทีเดียวเชียว  โกคุเดระเองก็กินขนมปังตามเคยทำให้คิ้วของผมขมวดเล็กน้อยกับข้าวเที่ยงของเขา...แล้วอย่างนี้เขาจะได้รับสารอาหารครบได้ยังไงกัน?

“ไม่กินข้าวหละ?” ผมถามเขาที่ตอนนี้งับขนมปังเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ไปเรียบร้อยแล้ว...  “กินอย่างนี้เดี๋ยวก็ขาดสารอาหารกันพอดี”
“ฉันไม่มีใครทำให้นี่หว่า...” เขาแหวใส่ผมก่อนจะนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของตัวเองได้ว่าไม่ใช่แค่ผมที่มีป๋าทำข้าวกล่องให้  หากยังมีสึนะอีกคนที่หม่ะม๊าก็ทำให้  ดังนั้นเขาจึงรีบหันไปหาสึนะที่ยังไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่น้อย...  “ผมไม่ได้หมายถึงรุ่นที่สิบนะครับ”

หลังจากนั้นเขาก็หันมามองผมด้วยแววตาอาฆาตแค้นราวกับตุ๊กตาผีชัคกี้จากเรื่องแค้นฝังหุ่น...เอ๊ะ  ผมเปรียบเทียบเกินไปหรือเปล่านะ?  เอาเป็นว่าดวงตาสีเขียวสดนั้นจ้องผมราวกับจะฉีกเนื้อผมแล้วกัน  ผมจับสายตานั้นได้ประมาณว่า...เพราะแกคนเดียว ไอ้เจ้าบ้าเบสบอล!!!!

ผมทำเป็นไม่สนใจดวงตาสีเขียวมรกตนั่น  ก่อนจะเลื่อนกล่องข้าวของผมที่ได้บรรจุซูชิหน้าต่างๆ  เอาไว้จนแน่นเอี้ยด...แน่นอนที่มีโอโทโร่หน้าโปรดของเขารวมอยู่ด้วย

“นายกินของฉันไปละกัน  เยอะขนาดนี้ฉันกินไม่หมดหรอก” ผมโม้คำโตออกไป  ทั้งที่ปกติผมจะกินเยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ  แต่เพราะผมห่วงเขามากกว่ากระเพราะอันหิวโหยของผมหนะสิครับ

ทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาจะรู้ถึงความห่วงใยหรือเปล่า
แต่ก็ช่างเถอะ...ยังไงผมก็ห่วงเขานี่

“ไอ้ขี้โม้  ปกติแกกินเยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ” โกคุเดระแหวใส่ผมอีกครั้ง  หากมือขาวก็รับเอากล่องซูชิไปแถมยังหยิบโอโทโร่หน้าโปรดเข้าปากด้วยความรวดเร็ว...  “แต่ถ้าแกให้  ฉันก็จะรับไว้เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจแกละกัน”

ผมอมยิ้มกับท่าทางของเขาที่ตอนนี้กำลังยัดซูชิเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย  กินไปหันไปคุยกับสึนะอย่างสนุกสนาน

“ดีจังนะที่ยามาโมโตะค่อยห่วงโกคุเดระ”
“หือม์?...”  ผมไมเข้าใจในสิ่งที่คนตัวเล็กตาแป๋วต้องการจะสื่อ...หรือสึนะจะรู้?
“ฉันหมายถึงว่าดีจังที่ยามาโมโตะสนิทกับโกคุเดระคุงยังไงหละ”

คำตอบของสึนะนั้นทำเอาผมโล่งใจเป็นอย่างมากเพราะโชคดีที่สึนะไม่รู้  ก่อนจะหันไปทางผู้พิทักษ์วายุที่ยังคงยัดซูชิเข้าปากอย่างต่อเนื่อง  และดูเหมือนจะไม่ได้ฟังบทสนทนาระหว่างผมกับสึนะด้วยซ้ำ...ท่าทางจะหิวจัด  ผมยิ้มเล็กน้อยกับความน่ารักของโกคุเดระ

แม้บางครั้งจะพัดโหมกระหน่ำดั่งเช่นพายุไซโคลน
แต่บางครั้งก็จะกลายเป็นสายลมอันอ่อนโยนคอยพัดให้ผมรู้สึกสบายใจ


นี่หละ...สายลมของผม


แม้ว่าตัวสายลมจะไม่รู้ว่าเขาทำให้หยาดฝนรู้สึกดีเช่นไรก็ตาม...


ช่วงเวลาเรียนผ่านไปอย่างเชื่องช้าโดยที่หยาดน้ำฝนก็ยังคงโหมกระหน่ำไม่หยุดและดูเหมือนว่าจะตกต่อไปจนถึงเช้าวันพรุ่งนี้  กระดิ่งเลิกเรียนดังได้สักพักแล้วหากคนที่รอกลับบ้านเองก็ยืนเต็มหน้าอาคารไปเสียหมด  ผมเห็นแล้วว่าเจ้าตัวปาดอกไม้ไฟเดินมาหาสึนะก่อนที่ดวงตาสีเขียวใสจะเหล่มาทางผม  ผมก็เลยแกล้งเป็นกวาดทุกอย่างบนโต๊ะลงกระเป๋าก่อนจะเดินไปทางโต๊ะสึนะเช่นกัน  วันนี้ฝนตกผมก็เลยไม่ต้องซ้อมเบสบอล  เพราะอย่างนั้นผมถึงจะชวนเจ้านี่กลับบ้านกับผม...แม้ว่าเขาจะอยากกลับหรือไม่กลับก็ตาม

แต่ผมก็มีข้ออ้างคือฝนตกนี่หละนะ ^^

“จะกลับบ้านแล้วหรือสึนะ?” ผมแกล้งหันไปถามเจ้าต