[SF 8059] My WIND and Your RAIN # 2 [Ending]

posted on 24 Apr 2010 11:31 by rupingfic in SF

Short Fiction  ::  My WIND and Your RAIN
Main  ::  Yamamoto x Gokudera [8059]
Part  ::  Two [Ending]

BGM  ::  รักเธอใช่ไหม - แกรนด์, สายเกินไปไหม - โฟม
Author  ::  YuuYuu
Date  ::  2010.24.24

 

ตอนที่ 1

 

 

“ข้อที่สามฉันจะไม่บอกนาย  แต่ฉันอยากจะให้นายไปหาคำตอบนั้นเอาเอง  แล้วเมื่อไรที่นายรู้เหตุผลข้อที่สามนั้น  นายก็จะรู้ว่าทำไมฉันถึงทำอะไรให้นายมากขนาดนี้”



ผมนั่งเหม่อมองเพดานอยู่ที่โซฟามานานหลายชั่วโมงแล้ว  แต่ถึงจะมองไปนานเท่าไรภายในสมองนั้นก็ยังคงว่างเปล่าอยู่เช่นเดิม  แม้จะรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยเลยที่คิดอะไรไม่ออกแบบนี้  เพราะปกติแล้วแม้จะเป็นคำถามระดับมหาวิทยาลัยก็ยังแก้แบบชิว ๆ มาแล้ว  หากทำไมคำถามปัญญาอ่อนแบบไอ้บ้าเบสบอลถึงคิดไม่ตกเสียที  ทั้งที่เป็นคำถามโง่ ๆ ของคนโง่ ๆ...จะปล่อยทิ้งไปไม่ต้องจำก็ได้  แล้วทำไมคำถามบ้าบอนั่นถึงต้องมารบกวนสมองแบบนี้กัน



แล้วทำไมผมจะต้องมาครุ่นคิดอะไรแบบนี้กันนะ?
ทำไมถึงอยากจะรู้คำตอบของเหตุผลข้อที่สามของเจ้านั่นกัน?


ความหงุดหงิดใจที่มันเกิดขึ้นนั้น
...เพราะอะไรกัน?



ใกล้จะสี่ทุ่มแล้วเม็ดหยาดฝนที่ตกอยู่ข้างนอกนั้นดูจะซาลงไปบ้างแล้วหากก็ยังคงตกหนักอยู่ดี  หลังจากที่ผมทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วนั้นก็ถึงเวลาที่จะเข้านอน  ทั้งที่ปกติเองผมก็ไม่ใช่คนที่นอนเร็วอะไรนัก  หากวันนี้กลับรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ เลยอยากจะนอนเร็วเสียหน่อย  ยังไม่ทันจะได้ล้มตัวนอนลงก็ต้องสะดุ้งกับเสียงเมโลดี้ของมือถือเครื่องเล็กที่สั่นครืด ๆ ไปด้วย  ผมสบถเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดกับการถูกขัดการนอนในขณะที่หัวของผมก็เริ่มปวดมากขึ้นจนต้องบีบมันเอาไว้พร้อมกับกรอกคำผรุสวาทลงไปให้คนปลายสายได้ยินชัด  หากกลับมีเพียงแต่เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ส่งกลับมาเหมือนเป็นการกวนผมมากขึ้น


ไอ้เจ้าบ้าเบสบอล!!!!
ถ้าอยู่ใกล้มือใกล้ตีนนะ  พ่อจะเตะให้ไม่ฟื้นเลย!!!

“หัวเราะทำซากอะไร  โทรมาทำไมห๊า!!  ถ้าแกไม่บอกเหตุผลที่มันฟังขึ้นหูฉันล่ะก็ พรุ่งนี้แกได้ตา....”
‘ก็แค่คิดถึงนาย....’


เหมือนคำผรุสวาทที่ผมเตรียมจะด่าเจ้านี่ภายในสมองนั้นกลับเลือนหายไปหมดเมื่อได้ยินสาเหตุที่เจ้านั่นโทรมาหาผมในเวลานี้  ทั้งที่ไม่แปลกเลยที่มันจะโทรมา..ทั้งที่มันก็โทรมาให้ผมด่ามันเล่นทุกคืน  หากทำไมคืนนี้เจ้านั่นถึงทำให้หัวใจ
ของผมเต้นแรงถี่จนน่าตกใจแบบนี้กัน 

“พะ...พูดบ้าอะไรของแกไอ้บ้าเบสบอล  สมองของแกมันเบลอแล้วหรือไงห๊ะ  ถึงโทรมาให้ฉันด่าเล่น” ผมโวยวายกลับไปตามประสา
‘ฉันพูดจริง ๆ...ว่าแต่นายคิดได้หรือยังว่าเหตุผลข้อสามคืออะไร?’


ผมเงียบไปนิดก่อนจะพูดเสียงเบาว่ายังคิดไม่ออก  แม้จะได้ยินเสียงหัวเราะคิกจากปลายสายก็เถอะ  นี่คงเป็นครั้งแรกที่เจ้าบ้านี่มันฉลาดกว่าผม  แต่มันก็จะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย...ให้ตายยังไงผมก็ไม่มีทางที่จะอับอายไปมากกว่านี้แล้ว  ยังไงเสียผมก็จะรู้ให้ได้ว่าเหตุผลข้อสามของยามาโมโตะคืออะไร


อะไรคือเหตุผลที่เจ้านั่นทำเพื่อผมขนาดนี้...
ชิ!  ก็แค่เหตุผลงี่เง่าของเจ้านั่นเท่านั้น

‘ฉันจะบอกใบ้ให้นายรู้ก็ได้นะ...’
“ไม่เอา!  ฉันไม่อยากจะให้แกมาบอกใบ้...ฉันจะคิดคำตอบด้วยตัวเอง  แค่นี้นะ...ง่วง”


ทั้งที่บอกไปแบบนั้นแล้วก็กดปิดเครื่องโทรศัพท์ทันที  แต่หากพอล้มตัวลงนอนนั้นความง่วงที่เมื่อครู่มันก่อตัวขึ้นมานั้นกลับมลายหายไปไหนก็ไม่รู้  ผมจึงทำได้แค่ลืมตามองเพดานในความมืดเท่านั้น  ภายในสมองนั้นกำลังเร่งคิดถึงเหตุผลข้อที่สามของเจ้านั่น  เร่งคิดถึงการกระทำทุก ๆ อย่างที่ยามาโมโตะทำให้ผม  ไม่ว่าจะเป็นการมารับทุกเช้าหรือความห่วงใยที่ส่งผ่านมาทั้งการกระทำและดวงตาสีน้ำตาลไหม้คู่นั้น 

แม้บางครั้งเจ้านั่นจะทำเพราะรุ่นที่สิบขอร้องก็เถอะ
...แล้วทำไมพอคิดแบบนี้แล้วผมถึงรู้สึกหดหู่หัวใจจริง

 

ยามรุ่งอรุณของเช้าวันต่อมาก็มาถึง  พายุที่พัดเข้าเมืองนามิโมริสงบลงไปแล้ว  เช้าวันนี้อากาศสดใสมากกว่าเมื่อวานมากนัก  เมื่อแสงอาทิตย์อันอบอุ่นนั้นมาแทนที่เม็ดหยาดฝนและเมฆสีเทาครึ้ม  ผมจึงอารมณ์ดีมากกว่าเมื่อวานหลายเท่าตัวนัก  เพราะยังไงเสียแสงแดดก็ทำให้ผมมีความสุขมากกว่าเม็ดฝนอยู่แล้ว  หลังจากที่เตรียมตัวจะไปรับรุ่นที่สิบเรียบร้อยแล้วนั้นผมจึงเดินออกจากห้องพัก  หากพอเปิดประตูออกจากห้องไปเท่านั้น  ใบหน้าคมกับดวงตาสีน้ำตาลไหม้ที่ส่งยิ้มรับอรุณให้ผมจนตาปิดนั้นก็อยู่ตรงหน้า  ทำเอาผมชะงักไปนิดกับดวงตาคมนั่นยามที่สบตา  ก้อนเนื้อที่อกด้านซ้ายของผมกลับเต้นแรงบ่อยเกินไปในช่วงนี้  ผมรู้สึกถึงแก้มที่ร้อนซู่ขึ้นมาแบบฉับพลันเมื่อเจ้าบ้าเบสบอลส่งเสียงทักทายยามเช้าดั่งเช่นทุกวัน 


ความรู้สึกแปลก ๆ ที่ก่อตัวขึ้นมานี่คืออะไรกัน...
ทำไมผมถึงต้องหลบตาไอ้เจ้าบ้าเบสบอลด้วย

แปลก...เกินไปแล้ว


หากผมก็ไม่พูดแสดงท่าทีอะไรให้มันแปลกไปมากกว่านี้  ผมจึงทำเป็นไม่สนใจเจ้านั่นที่เดินตามหลังผมต้อย ๆ  ซึ่งก็น่าแปลกอีกที่เจ้าบ้าเบสบอลไม่พูดถึงเรื่องเมื่อวานหรือเรื่องที่มันพูดคิดถึงผมเมื่อคืนเลยสักนิด  แต่มันก็ดีแล้วที่มันไม่พูด  เพราะผมเองก็ไม่รู้จะแสดงท่าทางยังไงออกไปถ้าเกิดเจ้าพิรุณบ้าบอมันพูดออกมาต่อหน้าผม


“วันนี้อากาศดีเนาะโกคุเดระ” ยามาโมโตะหัวเราะร่าระหว่างทางที่เดินไปบ้านรุ่นที่สิบ
“เออ” ผมตอบรับคำสั้นเหมือนทุกครั้งยามเมื่อรำคาญคนข้างกาย


ก่อนที่ผมจะตั้งตัวทันนั้นไหล่ข้างซ้ายของผมก็รู้สึกถึงความหนักอึ้งจากอะไรบางอย่าง  พอหันไปมองก็ต้องพบกับแขนแกร่งผิวสีแทนจากการที่ฝึกซ้อมเบสบอลอย่างหนักนั่นมาวางพาดไหล่ผมเรียบร้อยแล้ว  แม้ผมจะโวยวายออกไปเท่าไรเจ้าบ้าไม่มียางอายข้างกายมันใช่ว่าจะสน  ไม่เอาแขนออกไม่พอแถมยังทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงที่แขนให้ผมรับน้ำหนักมันเล่นอีก  แบบนี้มันน่าจับยัดระเบิดเข้าปากชิบ!


“สบายจังเลยน๊า” พร้อมกับหันใบหน้าชวนยัดระเบิดใส่ปากมาทางผม  แถมยังส่งเสียง ‘เนะ’ น่ารักแบบผู้ยิ้งผู้หญิงชอบพูดชวนอ้วกมาให้อีก

“ไอ้เจ้าบ้าเบสบอลล ลลล” ผมกัดฟันกรอด ๆ พร้อมแยกเขี้ยวใส่  หากก็ทำอะไรไม่ได้เมื่อใบหน้าคมนั้นกลับเลื่อนเข้าใกล้กับใบหน้าของผม  ซึ่งมันก็ทำให้ผมผงะไปเล็กน้อย หากก็ถูกมือใหญ่ดันหน้าผากของผมชนกับหน้าผากของเขา  แล้วดวงตาของผมก็พลันไปสบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลไหม้คู่นั้น  น่าแปลกชะมัดที่ผมกลับไม่กล้าสู้สายตาเจ้านี่ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เห็นจะเป็นแบบนี้สักครั้งเดียว


บางทีการอยู่กับเจ้านี่มากไปอาจจะทำให้ผมเพี้ยนไปมากกว่านี้ก็ได้
เพราะฉะนั้น...ถ้าผมถอยห่างออกมาทุกอย่างก็จะเป็นเหมือนเดิม


ใช่มั้ยนะ?

 
“นายตัวร้อนนี่...” หลังจากเลิกชนหน้าผากแล้ว  เขาก็เอามือใหญ่หากอบอุ่นนักมาแตะหน้าผากของผม...  “ตอนแรกนึกว่านายเขินก็เลยหน้าแดง  แต่ท่าทางนายจะเป็นไข้แล้วหละ...วันนี้พักซักหน่อยมั้ย?”

“ไม่...ไม่เป็นไร  เมื่อคืนฉันก็นอนพักมาพอแล้ว” ผมดันตัวออกมาแล้วก็ต้องหลบสายตาของยามาโมโตะที่จ้องมา  พร้อมกับเถียงตัวเองภายในใจว่าผมไม่ได้เขินแม้แต่นิดเดียวแม้ว่าจะไม่ค่อยแน่ใจเสียเท่าไรนัก

 

ให้ตายสิ  ผมอยากจะกลายร่างเป็นทอร์นาโดพัดให้เจ้าบ้านี่หายสาบสูญไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด  เพราะผมเองก็ชักจะไม่เข้าใจตัวเองอีกแล้ว  เวลาอยู่ใกล้กับยามาโมโตะทีไรผมมักจะประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก  และเมื่อไรที่เจ้านั่นมันมาจับแขนผมหรือกอดคอผมหรืออะไรก็ตามที่มันเนียนมาหาผมนั้น มันก็ทำให้หัวใจผมเต้นจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก  แต่หากเมื่อใดที่ไม่ได้ยินเสียงเจ้านั่นหรือมันไมได้มากวนประสาทเท้าของผมนั้น...มันก็กลับทำให้ผมหันไปมองรอบ ๆ ตัวเพื่อหาเงาร่างสูงของยามาโมโตะ


ไอ้บ้าที่ไม่เหมาะสมจะเป็นผู้พิทักษ์ของวองโกเล่พยักหน้านิด ๆ ก่อนจะโอบไหล่ผมให้ไปชิดกับมัน  แม้ว่าผมจะพยายามขยุกขยิกตัวให้มากแค่ไหน หากก็ไม่ได้ผลสักนิดจนผมเริ่มเหนื่อยหน่ายก็เลยปล่อยให้มันโอบไหล่ต่อไป  ก่อนที่สายตาของผมจะไปเจอกับร่างจิ้มลิ้มของคนที่เทิดทูนบูชาอย่างท่านรุ่นที่สิบที่ส่งยิ้มมาให้ผม  หากเมื่อรุ่นที่สิบสังเกตถึงแขนของยามาโมโตะที่กำลังโอบไหล่ผมอยู่นั้น ก็ต้องเอ่ยเสียงตกใจถามไอ้เจ้าบ้าเบสบอลว่าผมเป็นอะไร


“ดูเหมือนจะไม่สบายหนะ...เมื่อกี้ลองแตะหน้าผากดูก็ร้อน ๆ” ยามาโมโตะตอบทั้ง ๆ ที่เหมือนจะกระชับให้ผมชิดมันมากขึ้นไปอีก


ผมเองก็รู้สึกวูบเหมือนจะยืนพยุงตัวไม่ไหวแล้วเช่นกัน  สงสัยไข้ผมคงยังไม่สร่างแน่ ๆ  ส่วนต้นเหตุของการเป็นไข้ก็คงไม่พ้นไอ้เจ้าบ้าพิรุณที่มันตกทั้งวันจนทำให้อากาศเย็นเลยไข้ขึ้น  แม้จะไม่ใช่ความผิดมันหรอกครับ  แต่ผมก็ยังยัดเยียดให้มันเป็นตัวเรียกฝนอยู่ดี 


“วันนี้ไม่ต้องไปเรียนแล้วกัน...แต่โกคุเดระคุงอยู่คนเดียวนี่นา” ท่านรุ่นที่สิบดูเป็นห่วงผมมาก จนผมได้แต่ก่นด่าตัวเองภายในใจที่ต้องทำให้คนตรงหน้าเป็นห่วงผมมากขนาดนี้  ผมช่างเป็นมือขวาที่ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ... 

“เพราะฉันแท้ ๆ เลยที่ต้องทำให้โกคุเดระคุงไม่สบายอย่างนี้  ถ้าฉันไม่ต้องให้โกคุเดระคุงมารับเมื่อวานก็คงไม่สบาย”


ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของท่านรุ่นที่สิบเลยแม้แต่นิด  แต่ท่านก็ยังเหมาเป็นความผิดของตัวเอง  มันทำให้ผมซึ้งใจมาก ๆ เลยหละครับ 


“ไม่ใช่ความผิดของท่านรุ่นที่สิบหรอกครับ  ผมอยากจะมารับท่านรุ่นที่สิบเอง...” ผมรู้สึกว่าจะพูดยากมากขึ้นทุกที  เพราะน้ำลายมันหนืดคอจนผมรำคาญ

“งั้นเดี๋ยวฉันดูแลให้ก็ได้นะ  สึนะไปเรียนเหอะ...วันนี้นัดกับซาซางาวะกินข้าวเที่ยงไม่ใช่หรือ?”


แม้ผมอยากจะเถียงห้ามว่าไม่ต้องไม่ให้มา  แต่มันก็คงดูไร้ผลเมื่อเห็นแววตาของนภาแห่งวองโกเล่นั้นห่วงใยผมมากขนาดไหน  คำพูดที่จะเถียงกลับจึงถูกกลืนลงไปเสียอย่างนั้น  ผมจึงได้แต่ตอบรับคำเสียงเบาทั้งที่หัวใจเริ่มเต้นรัวอีกครั้งที่จะต้องอยู่กับเจ้าบ้ายามาโมโตะสองคนภายในห้องของผม  แต่คำตอบรับของผมก็ทำให้คนตัวเล็กตรงหน้านั้นดูสดใสมากขึ้น


แค่ทำให้ท่านรุ่นที่สิบไม่ต้องเป็นห่วงก็พอแล้ว
เพราะฉะนั้นแค่อยู่กับเจ้านี่ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย

...แล้วไอ้อาการใจสั่นนี่คืออะไร?

กลัว...หรือ...หวั่นไหว?


หลังจากนั้นยามาโมโตะก็พยุงผมมาจนถึงห้องพักของผม  เจ้านั่นบอกให้ผมเอากุญแจห้องออกมา  ก่อนที่มันจะเปิดประตูและค่อย ๆ วางผมลงบนเตียงอย่างเบามือ  ตอนนี้ผมไม่มีแรงจะพูดหรือเถียงอะไรทั้งนั้นเพราะว่าตาผมมันเริ่มพร่ามัวจนมองอะไรก็เลือนลางไปหมด  ร่างกายก็ร้อนระอุจนแทบจะไหม้และหายใจไม่ออกจนต้องใช้ปากสูดอากาศเข้าไปในปอด  และเจ้านั่นมันก็ดูลนไม่น้อยเลยที่เห็นอาการผมทรุดหนักมากขึ้น


“ยาอยู่ไหนหนะโกคุเดระ?” ยามาโมโตะถามขณะที่กำลังใช้มือปาดเหงื่อออกจากใบหน้าของผม

“ไม่มี...” ผมส่ายหน้าบอกเสียงแหบพร่า 

“แล้วเมื่อคืนไม่ได้กินยาเหรอ?”


ผมได้แต่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ  ก็เพราะว่าผมมั่นใจในสุขภาพร่างกายของผมก็เลยไม่เคยคิดที่จะซื้อยาเก็บเอาไว้  แล้วเมื่อคืนผมเองก็คิดว่าเป็นแค่อาการปวดหัวนิดหน่อยจึงไม่ได้สนใจอะไรมาก  จึงทำแค่นอนพักผ่อนให้เพียงพอเท่านั้น  ไม่คิดเลยว่าอาการมันจะหนักกว่าที่คิดไว้มากขนาดนี้


คิ้วของยามาโมโตะเริ่มขมวดขึ้นอีกครั้งก่อนที่มือใหญ่อบอุ่นจะมาทาบหน้าผากเพื่อวัดระดับความร้อน  ผมได้แต่นอนแข็งทื่อเพราะเกร็งตัวเอาไว้ยามที่มือของเจ้าบ้าเบสบอลทาบทับ  ตอนนี้หัวใจของผมเต้นระรัวหากก็ทำอะไรไม่ได้  แม้ว่าจะแอบกลัวว่าเสียงเต้นของหัวใจจะส่งผ่านไปถึงมือของเจ้านี่ก็ตาม


“ฉันจะไปซื้อยาให้นะ...นายก็นอนพักผ่อนไปก่อน  แล้วอย่าลุกไปทำอะไรหละ” เสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนของเจ้านั่นที่กำชับผมนั้น ทำให้ผมได้แต่ครางอือตอบรับ  ก่อนที่เจ้านั่นจะส่งยิ้มที่เคยเห็นจนชินตานั้นมาให้ผมพร้อมกับผละไปหาผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดมาวางไว้ที่หน้าผากผม  หลังจากนั้นจึงเดินออกจากห้องไป


ผมได้แต่นอนมองเพดานที่คุ้นตาพร้อมกับแตะผ้าขนหนูเปียกชื้นที่วางอยู่บนหน้าผากผม เพื่อเป็นการช่วยดูดซับอุณหภูมิความร้อนภายในร่างกายของผมให้ออกมา  ความอบอุ่นและอ่อนโยนของยามาโมโตะนั้นทำเอาผมได้แต่ประหม่าและหวั่นไหว ยามที่ได้รับความรู้สึกที่เจ้านั่นพยายามสื่อออกมาในรูปแบบต่าง ๆ  บางทีผมเองอาจจะรับรู้แล้วก็เป็นได้ว่าเหตุผลข้อที่สามของเจ้านั่นมันคืออะไร  แต่ที่ผมยังไม่รู้ก็คือ...อาการแปลก ๆ ที่ผมมีนั้นมันคืออะไร


ทั้งอาการหัวใจสั่นยามสบตาสีน้ำตาลไหม้คู่นั้น
หรือจะเป็นการหลบหน้ายามที่ถูกส่งรอยยิ้มมาให้

ผมควรจะหยุดความรู้สึกนี้เอาไว้แค่เท่านี้
...หรือจะปล่อยให้มันเป็นต่อไป?

ตอนนี้ภายในหัวสมองของผมกลับสับสนตีกันไปหมด
หัวใจของผมเองก็กำลังสับสนไม่แพ้กัน


“ไอ้เจ้าบ้า...เพราะแก  ฉันก็เลยต้องมาคิดอะไรแบบนี้  เพราะแกคนเดียว” ผมพูดพึมพำกับตัวเองก่อนจะหลับตาลงช้า ๆ เพื่อพักผ่อนสมองและหัวใจที่มันช่างทำงานหนักกว่าปกติในช่วงสองสามวันนี้


บางที...ผมอาจจะรู้สึกดี ๆ กับเจ้านั่นหละมั้ง


ผมหลับไปนานเท่าไรก็ไม่ทราบได้  พอรู้สึกตัวอีกทีนั้นผมก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่กำลังลูบเส้นผมเบา ๆ พร้อมกับความอ่อนโยนและความรู้สึกมากมายที่ส่งผ่านมาให้ผมอิ่มเอมใจ  หากก็ไม่กล้าลืมตาขึ้นมาเพราะเกรงจะทำตัวไม่ถูกยามเมื่อสบสายตาอ่อนโยนและรอยยิ้มอบอุ่นนั้น  ผมจึงปล่อยให้เจ้าบ้านั่นลูบผมต่อไป  ผ่านไปสักพักเจ้าบ้านั่นก็เอ่ยเสียงเบา ๆ ขึ้นมา  ผมจึงได้แต่เงี่ยหูฟังเพราะเกร็งตัวเท่านั้น


 “นายนี่น๊า..ชอบทำตัวให้ฉันห่วงอยู่เรื่อย”


ผมหละอยากจะเถียงกลับไปเหลือเกินหากก็ไม่สามารถทำได้  เพราะการแกล้งนอนหลับอย่างนี้ผมอาจจะได้ยินสิ่งที่เจ้านั่นพูดถึงผมมากกว่าตอนที่ผมตื่นก็เป็นได้  ผมอยากจะรู้ว่าเจ้านั่นรู้สึกอย่างไรหรือต้องเก็บกดความรู้สึกมากแค่ไหนในช่วงที่ได้คุยกันหรือทะเลาะกัน   


“จะรู้บ้างหรือเปล่าว่าฉันคิดถึงนายมากแค่ไหน..”

ตอนนี้หัวใจของผมเริ่มเต้นรัวเร็วจนกลัวว่ายามาโมโตะจะรับรู้  ผมควรจะแกล้งทำเป็นตื่นหรือว่าแกล้งนอนต่อดี  ถ้าหากว่าผมแกล้งทำเป็นตื่นแล้วเห็นสายตาของเจ้านั่น แล้วผมควรจะทำหน้ายังไง?  จะโต้เถียงกลับหรือว่าได้แต่อึ้งเงียบเพราะสรรหาคำพูดไม่ถูก


ตอนนี้มืออบอุ่นนั้นกลับเย็น ไม่รู้ว่าเพราะผมตัว