[SF] ...JEALOUS... [8059] #2

posted on 03 Jun 2010 19:18 by rupingfic in SF

Short Fiction  ::  JEALOUS
Part  ::  Two
Pairing  ::  Yamamoto x Gokudera [8059]
Rating  ::  PG-13
Genre  ::  Drama
Author  ::  YuuYuu
Date  ::  02.06.2010








ชายหนุ่มร่างสูงผิวสีแทนมองโทรศัพท์มือถือสีเทาที่อยู่ในมือด้วยสายตาว่างเปล่า  สายลมร้อนพัดวูบไปอีกครั้งแม้นว่าจะทำให้เขารู้สึกสบายตัว  หากภายในใจกลับร้อนรุ่มดั่งไฟ...แม้แต่สายลมร้อนก็ไม่ช่วยทำให้ใจของเขาหายร้อนได้  คิ้วของยามาโมโตะขมวดแน่นเมื่อเสียงของคนปลายสายที่เพิ่งถูกวางหูไปเมื่อครู่นั้นไม่ค่อยสู้ดีเท่าไร  เขากำเครื่องสีเทาในมือเสียจนแน่นเป็นการระบายเพราะทำอะไรไม่ได้เลย  แม้ว่าอยากจะไปหาโกคุเดระเดี๋ยวนี้  หากแต่...มันก็ทำไม่ได้


เพราะวันนี้เขาเลือกแล้วที่จะทำ...
แม้จะเกิดอะไรขึ้น  เขาก็ต้องรับมันให้ได้


เขาเลือกด้วยตัวเอง  และทำมันด้วยตัวเอง
แล้วก็ต้องรับสิ่งที่ตามมาด้วยตัวเอง


“ฮึ้ย!!” ยามาโมโตะทุบระเบียงด้วยความอัดอั้นตันใจ  เมื่อนึกถึงดวงตาสีเขียวสดคู่งามที่วันนี้มันหม่นแสงจนซีดเพราะเขา...เขาคนเดียว  มือใหญ่ที่ทุบเมื่อครู่เปลี่ยนมาเป็นกำขอบระเบียงไว้แน่น  กำจนเจ็บปวดมือแต่มันคงไม่หนักหนาเท่ากับแววตาเจ็บปวดที่ถูกส่งมาจากผู้พิทักษ์วายุ


ยามาโมโตะเปลี่ยนมาเป็นนั่งพิงผนังระเบียงห้อง  ดวงตาสีน้ำตาลไหม้ที่ฉายแววเจ็บปวดนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเหม่อลอย  เหม่อมองดวงดาวที่ยังคงพร่างพราวอยู่บนฟากฟ้าก่อนจะหลับตาเพื่อปิดกั้นภาพทุกอย่าง  มีเพียงแค่ความมืดที่อยู่รอบตัว


“พลาดไป........ใช่มั้ย?”




เวลาสิบโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น  ยามาโมโตะพร้อมด้วยมายูเดินทางมาถึงหน้าบ้านของนภาแห่งวองโกเล่พอดี  วันนี้โกคุเดระนัดติวอีกครั้งเพราะว่าเมื่อวานนั้นได้เลิกกลางคัน  หลังจากที่เข้ามาภายในบ้านโดยมีคุณแม่คอยต้อนรับและมีแรมโบ้วิ่งเข้ามาเกาะขาแล้วนั้น  ทั้งสองก็เดินขึ้นไปยังห้องนอนของสึนะซึ่งเป็นสถานที่ติว  หากเมื่อพิรุณนั้นกำลังจะบิดลูกบิดประตูเข้าไปก็มีสัมผัสมาแตะที่ศอกเพียงนิดจึงทำให้เขาหยุดชะงัก  เมื่อมองไปยังเจ้าของสัมผัสนั้นก็เห็นสีหน้าของหญิงสาวกำลังตื่นกลัว


“ฉันขอโทษนะทาเคชิ...” แม้ว่ามายูจะพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น  หากมันก็ยังคงสั่นเครืออยู่ดี

“ไม่เป็นไรหรอกมายู  เธอไม่ได้ผิดอะไรสักหน่อย” ยามาโมโตะแย้มยิ้มเหมือนปกติ  หากดวงตาสีน้ำตาลไหม้นั้นกลับหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

“ฉันผิด...อย่ามาหลอกกันเลย  ฉันรู้ตัวดีว่าฉันผิด” หยาดน้ำใสค่อย ๆ ไหลรินลงมาจากดวงตาสีน้ำตาลเข้ม  แม้ว่าเวลาที่มีหยาดน้ำตาคลออยู่นั้นจะยิ่งทำให้มันดูสวยก็ตาม  หากพิรุณก็คิดว่าดวงตาสีเขียวสดดุจมรกตนั้นก็ยังคงน่าสวยงามและน่าดึงดูดกว่าอยู่ดี


ยามาโมโตะยิ้มอ่อนโยนให้อีกครั้ง  ก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะค่อย ๆ ปาดหยาดน้ำใสที่ไหลลู่ลงมาแนบกับพวงแก้มสีชมพู...  “อย่าร้องไห้เลย  น้ำตาไม่เหมาะกับเธอหรอก”


“ขอโทษนะ  ขอโทษ....” หญิงสาวที่มีหยาดน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าเข้าโผกอดยามาโมโตะ  ก่อนจะส่งก้อนสะอื้นฮักออกมา  ทำให้พิรุณได้แต่ปลอบประโลมด้วยการลูบแผ่นหลังบางนั้นอย่างเบามือ


หากเมื่อยามาโมโตะได้เงยหน้าขึ้นมา  ก็ต้องพบเจ้าของเสียงฝีเท้าที่กำลังเดินขึ้นบันได  ร่างบางเจ้าของผมสีเงินสวยกับดวงตาสีเขียวสดที่มันดูหม่นกว่าเมื่อวานและรอยแดงช้ำใต้ดวงตานั้นกำลังเดินขึ้นบันไดและก็ต้องชะงักกับคนสองคนที่กำลังกอดกันกลม  หากจะสนใจก็หาไม่เมื่อโกคุเดระมองผ่านทั้งคู่  มองผ่านสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกใจของยามาโมโตะ  


“ถอย...ฉันจะเข้าห้อง”


ยามาโมโตะตีสีหน้านิ่ง  นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้ฉายแววเจ็บปวดกับคำพูดที่ออกมาจากปากบางสวย  แต่เจ้าของดวงตาสีเขียวสดที่กลายเป็นซีดจะสนใจสักนิดก็หาไม่  พิรุณจึงได้แต่ครางอือในลำคอและโอบรอบเอวของมายูเพื่อให้เดินถอยหลังออกมาห่างจากประตูห้อง  โกคุเดระสบสายตาสีน้ำตาลไหม้ที่หมองลงไปชั่วครู่อย่างไม่สนใจก่อนจะเปิดประตูเข้าห้องไป  สีหน้าปรับเปลี่ยนเป็นสดใสเมื่อเรียกชื่อของนภาแห่งวองโกเล่  และประตูก็ถูกปิดลงหลังจากนั้นไม่นาน


“เมื่อกี้...โกคุเดระคุงสินะ..”


มายูใช้มือทั้งสองข้างดันตัวเองออกจากอ้อมกอดของยามาโมโตะ  เธอใช้ฝ่ามือปาดน้ำตาที่ยังคงไหลอย่างลวก ๆ เป็นผลให้ดวงตาหวานนั้นแดงช้ำ  ใบหน้าคมของพิรุณถูกฉาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนที่มือใหญ่จะยีศีรษะเล็ก ๆ ของมายูเบา ๆ  


“ช่างเถอะ...เราเข้าห้องกันเถอะนะ  เดี๋ยวสึนะจะรอนาน”


ใช่...ช่างเถอะ
เรื่องตอนนี้ช่างมันไปก่อน


เขาจับจูงมือเล็กของมายูเดินเข้าไปในห้องของสึนะหลังจากที่เคาะประตูห้องไปแล้วสามครั้ง  ภายในห้องนั้นมีเพียงผู้พิทักษ์วายุและนภาแห่งวองโกเล่เท่านั้น  ทูน่าตากลมฉายแววดีใจที่เห็นทั้งสองคนเดินเข้ามาเพราะว่าเมื่อครู่นั้นในห้องมีบรรยากาศมาคุเหลือเกิน  สึนะโยชิก็ไม่แน่ใจว่าระหว่างที่มียามาโมโตะและมายูกับไม่มีทั้งคู่แบบไหนจะทำให้บรรยากาศมาคุมากกว่ากัน


“เริ่มติวกันเถอะ...”


ในความคิดของนภานั้นบรรยากาศภายในห้องไม่ได้ต่างอะไรกับตอนที่มีแค่เขากับโกคุเดระสองคน  ดูเหมือนมันจะหนักกว่าเดิมอีกไม่รู้กี่เท่า  หากสึนะโยชิก็ได้แต่ปิดปากเงียบไม่กล้าบอกสิ่งที่คิดออกไปเท่าไร  เพราะว่าดูจะไปขัดการติวอย่างเข้มข้นของโกคุเดระ  ตอนนี้ภายในห้องเงียบสนิทมีเพียงแค่เสียงวายุพูดถึงเนื้อหาในบทเรียนด้วยเสียงเรียบเป็นโน้ตคีย์เดียวกันหมด


ผู้พิทักษ์พิรุณเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกับวองโกเล่มากนัก  เมื่อตอนนี้เขากำลังจะเข้าฌานอย่างแท้จริงเนื่องด้วยเมื่อคืนนอนไม่เต็มอิ่ม  หากก็ถูกปลุกด้วยการหยิกจากหญิงสาวข้างกายซึ่งทำให้เขาสะดุ้งเป็นระยะ  ท้ายที่สุดเขาจึงจับมือบางของมายูมาวางไว้บนโต๊ะก่อนที่มือใหญ่ของเขาจะทาบทับเพื่อกันถูกหยิกอีกเป็นครั้งที่สิบ  เสียงติวสะดุดช่วงหายไปในในความคิดและก็เริ่มต่อในเวลาเพียงไม่กี่วินาที


เมื่อคนติวหยุดติวเพราะว่าจบบทเรียนที่จะต้องสอบแล้ว  ยามาโมโตะจึงสามารถเปิดเปลือกตาที่มันช่างหนักอึ้งได้เสียที  พิรุณคงไม่รู้ว่าไม่ใช่แค่เพียงเขาที่ลอบถอนหายใจเมื่อจบการติว  แต่รวมทั้งสึนะโยชิและมายูด้วยที่ลอบถอนหายใจเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจคนติว  ก่อนที่เสียงหวานจะหันไปทางวองโกเล่เพื่อถามว่ามีอะไรสงสัยหรือไม่


“ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็บอกผมได้นะครับรุ่นที่สิบ”

“อื้อ  ขอบใจมากเลยนะโกคุเดระคุง”


วายุยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเมื่อได้เห็นรอยยิ้มและคำขอบคุณของสึนะ  ดวงตาสีเขียวสดนั้นดูมันระยิบระยับทุกครั้งที่มองนภาแห่งวองโกเล่  เป็นดวงตาและรอยยิ้มที่พิรุณไม่เคยได้  แม้ว่าทำให้สักแค่ไหนก็ไม่เคยได้รอยยิ้มนั้นเป็นของตอบแทนสักครั้ง


แม้ว่าจะให้ไปทั้งหัวใจ
...หากก็ไม่เคยได้รอยยิ้มที่อยากครอบครอง


“บ่ายโมงครึ่งแล้ว  เราไปหาอะไรกินกันเถอะ...ซูชิบ้านยามาโมโตะเป็นยังไง?” สึนะโยชิชักชวนให้ทั้งหมดไปที่ร้านซูชิ  เพราะว่านี่เป็นโอกาสงามที่ทูน่าจะได้กินซูชิอย่างเป็นสุขใจโดยไม่มีตัวกวนอย่างรีบอร์นหรือแรมโบ้สักที


ทั้งห้องเห็นด้วยยกเว้นเสียแต่ผู้พิทักษ์วายุที่ส่ายหน้าช้า ๆ  หากเมื่อเห็นความสงสัยในดวงตากลมโตของสึนะนั้นก็รีบกระวีกระวาดแก้ตัวทันที


“ผมขอตัวไปกินอย่างอื่นดีกว่า  ถ้ารุ่นที่สิบอยากกินซูชิก็เชิญเลยครับ  ไม่ต้องห่วงผมหรอก”



ทั้งหมดได้เคลื่อนตัวออกจากบ้านของสึนะโยชิทันทีที่ตกลงว่าจะไปทานข้าวเที่ยงที่บ้านยามาโมโตะ  โดยมีโกคุเดระเดินแยกไปอีกทางโดยมีนัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้มองไล่หลังจนลับสายตา  เมื่อมาถึงบ้านยามาโมโตะก็เกือบบ่ายสองแล้ว  วันนี้เป็นวันอาทิตย์จึงไม่แปลกนักที่จะคนเข้ามาทานซูชิอย่างหนาตา  เจ้าของร้านทักทั้งหมดอย่างคุ้นเคยก่อนจะเรียกลูกชายให้มาช่วยเสิร์พซูชิให้กับลูกค้า  


“สึนะโยชิคุงนั่งคนเดียวได้ใช่มั้ยคะ?”


เมื่อเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนพร้อมการพยักหน้าของสึนะก็ทำให้มายูฉาบรอยยิ้มกว้าง  ก่อนจะลุกขึ้นหากก็ยังไม่ผละออกไปเมื่อนึกได้ว่าเธอลืมถามคนตัวเล็กที่นั่งตรงข้าม


“อยากทานหน้าอะไรคะ  เดี๋ยวฉันเสิร์พให้”

“เอ่...มายูจังจะไปช่วยเสิร์พหรือครับ?”

“ค่ะ  ขืนให้ทำกันสองคนพ่อลูกมีหวังอีกนาน”


แม้จะสงสัยกับคำพูดและการกระทำของมายูหากสึนะก็ยังคงบอกหน้าซูชิที่ต้องการออกไป  เด็กสาวยิ้มรับคำก่อนจะเดินตรงไปยังคุณพ่อของยามาโมโตะ  ทั้งที่ดูเหมือนว่าเจ้าของร้านจะส่ายหน้าหลายต่อหลายครั้งหากมายูก็ยังคงยื้อเพื่อที่จะไปช่วยอยู่ดี  สุดท้ายเจ้าของร้านจึงถอนหายใจก่อนจะพยักหน้าอย่างจำยอมโดยมีมือใหญ่ของพิรุณมายีหัวเล็ก ๆ นั้นอย่างเบามือเหมือนที่เคยทำให้สึนะเห็นบ่อย ๆ ในสองวันที่ผ่านมานี้  สายตาของยามาโมโตะเวลามองมายูนั้นไม่เหมือนกับที่มองคนรัก...ไม่เหมือนกับที่มองโกคุเดระ


ถ้าหากลางสังหรณ์วองโกเล่แม่นยำ
สึนะโยชิก็เริ่มจะรู้อะไรบางอย่างแล้วเช่นกัน


หลังจากที่ทั้งเจ้าของร้านและผู้ช่วยทั้งสองได้ทำการเสิร์พซูชิจนตอนนี้คนเริ่มบางตาลงแล้วนั้น  ทั้งมายูและยามาโมโตะต่างก็ได้มีโอกาสพักเหนื่อย  ทั้งคู่จึงเดินมายังโต๊ะที่สึนะโยชินั่งอยู่คนเดียวโดยนำซูชิหน้าต่าง ๆ มาเพิ่มให้หลังจากที่ของเดิมมันพร่องลงไปจนบางตา  ก่อนที่จะลงมานั่งเคียงข้างกันและนำถามที่อัดแน่นไปด้วยซูชิวางไว้ตรงกลางโต๊ะพร้อมกับที่ทั้งสองคนก็หยิบกันไปคนละชิ้นสองชิ้น


“มายูจังเรียนที่ไหนเหรอครับ?” สึนะโยชิเริ่มต้นถามสิ่งที่สงสัย  เพราะเท่าที่ผ่านมาสองวันนั้นมายูไม่เคยบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย

“ไฮสคูลที่อเมริกาค่ะ” มายูหัวเราะเมื่อเห็นดวงตากลมโตของสึนะนั้นโตขึ้นไปอีก...  “พ่อแม่ฉันย้ายไปอยู่อเมริกาหนะค่ะ”

“มายูเป็นญาติฉันหนะสึนะ”


ประโยคของพิรุณทำให้ทั้งมายูและสึนะต่างก็ตกใจไม่น้อย  โชคยังดีที่นภานั้นเอะใจอะไรบางอย่างกับสายตาของพิรุณมาก่อน  จึงทำให้ตกใจไม่มากเท่าไร...หากก็ยังคงตกใจอยู่เนืองนิจเพราะเรื่องที่หญิงสาวข้างกายพิรุณที่บอกใคร ๆ ว่าเป็นแฟนนั้นแท้จริงกลับเป็นญาติ  มายูเองก็ตกใจเรื่องที่อยู่ดี ๆ คนข้างกายก็โพล่งบอกออกไปว่าเธอเป็นญาติของเขา


“จริงเหรอ...?” สึนะถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ  และก็ได้รับคำตอบกลับมาเป็นการพยักหน้าของทั้งสองคน

“ค่ะ  แม่ฉันเป็นน้องสาวของคุณพ่อทาเคชิหนะ”

“ช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วยนะสึนะ”


พิรุณเอ่ยด้วยสายตาเว้าวอนขอร้องอย่างจริงจัง  นภาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้าตอบรับเท่านั้นหากก็ยังค้างคาใจเรื่องมือขวาคนสนิท  สึนะไม่เข้าใจว่าทำไมพิรุณต้องหลอกวายุด้วย  จึงได้เอ่ยถามออกไปอย่างสงสัย  


“ฉันไม่อยากจะหลอกนายเรื่องที่ฉันกับมายูเป็นแฟนกัน...แต่กับโกคุเดระ  ฉันอยากจะรอดูอะไรอีกสักนิด”

“รอดูอะไรงั้นเหรอ?”

“ฉันรักโกคุเดระ  นายคงจะรู้ใช่มั้ยสึนะ”


สายตาของพิรุณจริงจังมากเมื่อบอกออกมาเช่นนี้  เขาเห็นท่าทางของนภาตกใจไปนิดหากก็กลับคืนมาสู่อารมณ์ปกติได้ค่อนข้างเร็วก่อนจะพยักหน้ารับรู้ช้า ๆ  เรื่องนี้ลางสังหรณ์วองโกเล่ก็คงได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน  ตอนแรกเขานึกว่าคนตัวเล็กตรงหน้าจะแสดงอาการตกใจมากกว่านี้  แต่นภาก็ยังคงเป็นนภาวันยังค่ำ  ยังคงเป็นนภาที่โอบอุ้มทุกสรรพสิ่งเช่นเดิม  ท่าทางของสึนะเป็นปกติจึงทำให้เขาลอบถอนหายใจและระบายยิ้มไปให้คนตรงข้ามได้


“ฉันเห็นแววตาที่นายมองโกคุเดระคุง...มันไม่เหมือนกับมองมายูจัง”


เขาชะงักไปนิดเมื่อได้ฟังประโยคของสึนะ  เพราะเขาไม่รู้ตัวเวลาที่เขามองหรือทำอะไรให้ผู้พิทักษ์วายุ  เขาไม่เคยรู้ตัวว่าเขาแสดงอาการหรือสายตาอย่างไรออกไป  บางครั้งเขาก็นึกกลัวว่าคนรอบข้างจะสังเกตเห็น  แม้แต่ร่างบางผมสีเงินเองเขาก็ยังนึกกลัวจับใจว่ารับรู้ว่าเขาคิดยังไง  


แต่จนถึงตอนนี้...
โกคุเดระจะรับรู้ความรู้สึกของเขาบ้างหรือเปล่า


ยามาโมโตะเองก็ยังตอบตัวเองไม่ได้


“ทาเคชิก็เลยมาพูดกับฉันเรื่องโกคุเดระคุงค่ะ  มันพอดีที่ฉันได้ปิดเทอมเร็วกว่าทาเคชิ  ฉันก็เลยถือโอกาสมาพักร้อนที่นี่เสียทีเดียว  ก็เลยลองเสนอแนะเรื่องแผนนี้ให้...” มายูพูดเสียงเรียบเมื่อเห็นว่ายามาโมโตะยังคงดูเหมือนว่าคิดอะไรกับตัวเองอยู่  เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ กับแววตาที่รู้สึกผิด...  “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนทำให้ทาเคชิต้องมาวุ่นวายอย่างนี้ก็เพราะฉันค่ะ”


สึนะโยชิไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาหลังจากนั้นทำได้แค่เพียงมองทั้งสองคนลูกพี่ลูกน้องสลับกันไปมา  ก่อนจะลอบถอนหายใจเงียบ ๆ และภาวนาให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น  




หลังจากที่ทานข้าวเย็นและทำธุระส่วนตัวจนเสร็จนั้น  ยามาโมโตะก็ขอตัวขึ้นมาบนห้องนอนก่อนจะทิ้งตัวลงเตียงนอนด้วยความเหนื่อยล้า...เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ  เขาไม่รู้ว่าจะไปโทษญาติสาวทำไมในเมื่อเจ้าตัวไม่ได้ผิดอะไรเลย  มีแต่เพียงเขาที่นึกพิเรนทร์อยากจะรับรู้ความรู้สึกของโกคุเดระให้แน่ชัดและตัดสินใจทำตามแผนที่มายูเสนอ  ถ้าจะมีใครสักคนที่ต้องรู้สึกผิด...เขาก็อยากจะให้เป็นตัวเอง  เพราะตัวเขาเองนั่นหละที่ทำอะไรโดยไม่คิด


ผลสุดท้าย...เขาก็เจ็บเองคนเดียว


เจ็บที่ต้องเห็นรอยยิ้มของโกคุเดระที่ไม่เคยมีให้เขา
เจ็บที่ต้องเห็นมายูต้องร้องไห้



เจ็บ...กับใจของตัวเอง



ยามาโมโตะเหม่อมองเพดานด้วยความปวดร้าว   เขาหวนนึกถึงวันเก่า ๆ ที่เคยเกิดขึ้น  ทุกครั้งที่เขาส่งยิ้มไปนั้นก็มักจะได้สีหน้ารำคาญกลับมา  แม้จะมีบางครั้งที่เขาแอบได้เห็นพวงแก้มเลือดฝาดนั้น  มันอาจจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบของวายุ&nb